สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ เป้าหมายรัสเซียและจีน หลังการประชุม G7
สหรัฐฯ คว่ำบาตรรัสเซีย-จีน หลัง G7 (23.02.2026)

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ เป้าหมายรัสเซียและจีน หลังการประชุม G7

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่รัสเซียและจีน ภายหลังการประชุมกลุ่มประเทศ G7 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกดดันทั้งสองประเทศในประเด็นด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

รายละเอียดของมาตรการคว่ำบาตร

มาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้ครอบคลุมหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในด้านการเงินและเทคโนโลยี สหรัฐฯ กำหนดให้มีการจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินโลกสำหรับบริษัทและบุคคลที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลรัสเซียและจีน นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภทไปยังทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้ในการพัฒนาทางทหารหรือการสอดแนม

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบโต้การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในกรณีของรัสเซียที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยูเครน และจีนในประเด็นการปราบปรามในเขตปกครองตนเองซินเจียง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากรัสเซียและจีน

ในด้านรัสเซีย รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ประณามมาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐฯ ว่าเป็น "การกระทำที่ไร้เหตุผลและเป็นภัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" พร้อมขู่ว่าจะมีมาตรการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน

ขณะที่จีนก็แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า "มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ เราจะปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของเราโดยทุกวิถีทาง"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน หลายประเทศในกลุ่ม G7 ได้แสดงการสนับสนุนมาตรการของสหรัฐฯ แต่บางประเทศก็กังวลเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาว

การประชุม G7 ครั้งล่าสุดได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศตะวันตกในการจัดการกับความท้าทายจากรัสเซียและจีน และมาตรการคว่ำบาตรนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินนโยบายดังกล่าว