สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ว่า มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค โดยระบุว่า อิหร่านมี "เจตจำนง" อย่างแน่วแน่ในการยุติความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล อย่างไรก็ตาม เตหะรานยืนยันเงื่อนไขสำคัญคือการได้รับหลักประกันที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการรุกรานหรือการสู้รบขึ้นอีกในอนาคต
เงื่อนไขหลักประกันความมั่นคงจากอิหร่าน
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับประธานสภายุโรป โดยสำนักงานประธานาธิบดีอิหร่านเปิดเผยว่า เปเซชเคียน เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อเงื่อนไขด้านความมั่นคงและการรับรองในระดับระหว่างประเทศ เขากล่าวว่า อิหร่านพร้อมที่จะยุติความขัดแย้งทันที หากมีการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกทางการทูตเพื่อคลี่คลายวิกฤต
แผนเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซและปฏิกิริยาจากนานาชาติ
ในบริบทที่เกี่ยวข้อง อิหร่านได้อนุมัติแผนเก็บค่าผ่านทางใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญ โดยห้ามเรือของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลผ่านทาง มาตรการนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง พร้อมกับประกาศว่า สหรัฐฯ จะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศในยุโรปและอังกฤษในการแย่งชิงน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป ส่งผลให้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น
การเคลื่อนไหวของอิหร่านในครั้งนี้ถูกจับตามองจากนานาชาติ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ:
- ความมั่นคงทางพลังงานจากการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
- ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง
- บทบาทของสหรัฐอเมริกาและยุโรปในการจัดการวิกฤต
สรุปได้ว่า แม้อิหร่านจะแสดงเจตจำนงในการยุติความขัดแย้ง แต่การเรียกร้องหลักประกันความมั่นคงและมาตรการทางเศรษฐกิจเช่นการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สถานการณ์ยังคงซับซ้อนและต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดในอนาคต



