ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ให้จำคุกนายวัชรพล และนางสุภา กรรมการ ปปช. เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการไม่เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ 'บิ๊กป้อม' โดยเฉพาะนาฬิกาหรูและแหวนที่มีมูลค่าสูง ซึ่งถือเป็นคดีสำคัญที่สะเทือนวงการการเมืองไทย
รายละเอียดคำพิพากษา
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเลยหน้าที่ตามกฎหมายป.ป.ช. อย่างร้ายแรง โดยจงใจปกปิดข้อมูลทรัพย์สินที่มีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริต คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย
ปฏิกิริยาจากนักการเมือง
นายเท้ง หรือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องขอโทษใคร พร้อมย้ำว่าสีน้ำเงินจะกินรวบทุกพื้นที่ และไม่กลัวหาก สว. จะยื่นฟ้อง ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โต้กลับว่า ภท. เป็นเพียงเอเย่นต์ทางการเมือง และหนี้บุญคุณกับส้มก็จบไปแล้ว
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส. และนักวิเคราะห์การเมือง ชี้ให้เห็นถึงพิรุธในกระบวนการทบทวนนโยบายส่งออกน้ำมันเครื่องบินของรัฐบาล ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่ข่าวอื่นๆ ในวันนี้ยังคงร้อนแรง เช่น เหตุการณ์ 3 ศพพ่อแม่ลูกที่เสียชีวิตจากการรมควันในบ้าน และนายช่างโยธาที่ภรรยาขู่ฟ้องหย่า
สถานการณ์การเมืองร้อนแรง
นอกจากคดีป.ป.ช. แล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวสำคัญในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งโพลล่าสุดชี้ว่า 'ชัชชาติ' ยังคงเป็นเต็งหนึ่ง ขณะที่ 'เหะหะพาที' ก็มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันดุเดือดมากขึ้น
สำหรับคดีนี้ ถือเป็นระเบิดเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบของไทย และอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในอนาคต



