อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซอิหร่าน ดันสงครามตะวันออกกลางลุกลาม ราคาน้ำมันพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์
อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซอิหร่าน ดันสงครามลุกลาม ราคาน้ำมันพุ่ง

อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซอิหร่าน ดันสงครามตะวันออกกลางลุกลาม ราคาน้ำมันพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเริ่มส่อแววลุกลามมากขึ้นอีกขั้น หลังอิสราเอลดำเนินการโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ของอิหร่าน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา จนทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อนบ้านในภูมิภาคอีกระลอก บทวิเคราะห์จาก "หน้าต่างโลก" ในข่าวค่ำ ไทยพีบีเอส ระบุว่า คำเตือนของอิหร่านที่บอกว่า สงครามในตะวันออกกลางจะดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงแตะ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ดูจะไม่ใช่คำขู่เล่น ๆ อีกต่อไป

จุดชนวนปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ควบคุมยาก

หลังจากนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า การโจมตีหัวใจของพลังงานอิหร่านเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้น อาจจุดชนวนปฏิกิริยาลูกโซ่ให้ลุกลามจนยากที่จะควบคุมได้ โดยเฉพาะการโจมตี South Pars แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอิหร่าน ในปฏิบัติการของอิสราเอล เมื่อวันพุธ (18 มี.ค.2569) ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจะยกระดับการสู้รบในตะวันออกกลางให้ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น และอาจจะก้าวไปสู่การทำสงครามเฟสใหม่ ที่อุตสาหกรรมพลังงานกำลังถูกจับเป็นตัวประกัน

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดนี้ ถึงกับทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องออกมาแก้ตัวว่า สหรัฐฯ และกาตาร์ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน หลังจากสื่ออเมริกันอย่าง Wall Street Journal รายงานว่า ผู้นำสหรัฐฯ เป็นคนเปิดไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีในครั้งนี้ มองไปแล้ว การออกตัวแรงและปฏิเสธเสียงแข็งครั้งนี้ ดูจะสวนทางกับท่าทีของทรัมป์ในกรณีการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันอิหร่าน เมื่อวันศุกร์ อย่างเห็นได้ชัดเจน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เป้าหมายสำคัญคือ South Pars แหล่งพลังงานหลักของอิหร่าน

จุดที่อิหร่านถูกอิสราเอลโจมตีเป็นโรงแยกแก๊สของ South Pars ที่อยู่บนชายฝั่งทางตอนใต้ของอิหร่าน จุดนี้เชื่อมต่อกับแหล่งก๊าซธรรมชาติหลักของประเทศและใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ใต้อ่าวเปอร์เซีย โดยแบ่งเป็นพื้นที่ของอิหร่านประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมด เรียกว่า South Pars ขณะที่ส่วนที่เป็นของกาตาร์จะเรียกว่า North Field หรือ North Dome มีการประเมินว่า ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่พบในแหล่งนี้น่าจะมีมากถึง 51 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร

แต่สำหรับอิหร่านแล้ว หัวใจสำคัญของ South Pars อยู่ตรงที่เป็นแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงประเทศ โดยอิหร่านบริโภคก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และส่วนใหญ่ก็ได้ก๊าซมาจากแหล่งนี้ ดังนั้น เมื่อมองในมุมของอิสราเอลแล้ว การโจมตี South Pars ก็คือการทำลายรากฐานพลังงานที่เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของคู่ต่อสู้

อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายพลังงานในภูมิภาค

ภายหลังการโจมตีของอิสราเอล อิหร่านประกาศขึ้นบัญชีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 4-5 จุดในภูมิภาคว่า เป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมในการโจมตีทางตรง พร้อมทั้งประกาศคำเตือนอพยพฉุกเฉินทันที ครอบคลุมทั้งแหล่งก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี โรงกลั่นและนิคมปิโตรเคมีในซาอุดิอาระเบีย รวมไปถึงเป้าหมายในกาตาร์

แต่ที่ถือเป็นหนึ่งในจุดตายของพลังงานโลกคือ "ราส ลาฟฟาน" ที่เป็นศูนย์กลางแก๊ส LNG ของกาตาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเชื่อมต่อกับแหล่งแก๊สใหญ่ของโลกอย่าง North Field โดยแก๊สธรรมชาติเกือบทั้งหมดของกาตาร์จะถูกส่งมาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ก่อนที่จะส่งออกไปนอกประเทศจากจุดนี้ บริษัทพลังงานรัฐ QatarEnergy ระบุว่า การโจมตีของอิหร่าน 2 ระลอก ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างใน Ras Laffan ได้รับความเสียหายหลายจุด

ผลกระทบรุนแรงต่อประเทศในเอเชียใต้

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ถือเป็นการโจมตีไปที่ภาคการผลิตของอุตสาหกรรมพลังงานในภูมิภาค แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ที่พุ่งเป้าไปที่คลังเก็บและการขนส่ง ประเทศในเอเชียใต้น่าจะได้รับผลกระทบหนักจากเหตุการณ์นี้ไปแบบเต็ม ๆ โดยเฉพาะปากีสถานและบังกลาเทศ ที่นำเข้าแก๊ส LNG จากกาตาร์มากถึง 99% และ 70% ตามลำดับ

การปะทะกันครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์ลุกลามต่อไป อาจนำไปสู่สงครามเฟสใหม่ที่ควบคุมยาก และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงแตะระดับ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามที่อิหร่านเคยเตือนไว้