อิหร่านโจมตีศูนย์กลางแก๊สกาตาร์ตอบโต้อิสราเอล กาตาร์ประณามภัยคุกคามภูมิภาค
อิหร่านโจมตีศูนย์แก๊สกาตาร์ตอบโต้อิสราเอล

อิหร่านโจมตีศูนย์กลางการผลิตแก๊สของกาตาร์ตอบโต้อิสราเอล กาตาร์ประณามภัยคุกคามภูมิภาค

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ดำเนินการโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตแก๊สหลักของกาตาร์ จนทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายอย่างหนักในวงกว้าง การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรง หลังอิสราเอลโจมตีแหล่งแก๊สธรรมชาติเซาท์ พาร์ส (South Pars) แหล่งแก๊สธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอิหร่าน เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันตามเวลาท้องถิ่น

กาตาร์ประณามอิหร่านเป็นภัยคุกคาม สั่งขับทูตออกประเทศทันที

ทางการกาตาร์เปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดจากการโจมตีโดยขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรง แม้ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้แล้วและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตี โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและเสถียรภาพของภูมิภาค

ในแถลงการณ์ดังกล่าว กาตาร์วิจารณ์อิหร่านว่ายังคงดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นยกระดับความรุนแรง ซึ่งกำลังผลักดันภูมิภาคไปสู่หายนะและดึงประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าสู่วงจรความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่ากาตาร์ขอสงวนสิทธิในการตอบโต้ และจะไม่ลังเลที่จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง รวมถึงความปลอดภัยของพลเมืองทุกคน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์มีคำสั่งให้ทูตฝ่ายทหารและฝ่ายความมั่นคงของอิหร่าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัด เดินทางออกนอกประเทศทันที โดยประกาศเป็น "บุคคลไม่พึงปรารถนา" และขีดเส้นตายให้เดินทางออกภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งคำสั่งนี้เป็นผลมาจากการที่อิหร่านโจมตีกาตาร์ซ้ำๆ

ความขัดแย้งขยายวงกว้างส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดโดรนที่พุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานได้หลายลำ เช่นกัน ขณะที่คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นกลุ่มควันดำเหนือแหล่งแก๊สธรรมชาติเซาท์ พาร์ส ในจังหวัดบุเชห์รของอิหร่าน หลังมีรายงานการโจมตีของอิสราเอล

ความเสียหายที่แท่นขุดเจาะและสถานีแก๊สธรรมชาติในโครงการ "เซาท์ พาร์ส" ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและพลังงานของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทันทีร้อยละ 5 ไปอยู่ที่ 108.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับตัวขึ้นร้อยละ 2.5 ปิดที่ 98.65 ดอลลาร์ โดยส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันทั้ง 2 ประเภทห่างกันมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะเป็นสงครามที่ยืดเยื้อและทำลายห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่า หากการสู้รบยังพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและแก๊สเช่นนี้ จะส่งผลให้ราคาพลังงานโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่ที่จะกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

ผู้นำอิหร่านเตือนสถานการณ์อาจควบคุมไม่ได้

มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ออกมาเตือนว่า เหตุโจมตีแหล่งแก๊สธรรมชาติเซาท์ พาร์ส จะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งขอบเขตอาจแผ่ขยายไปจนครอบคลุมทั้งโลก พร้อมเสริมว่าการโจมตีดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อศัตรูของอิหร่านอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางครั้งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านเคยขู่จะโจมตีแหล่งน้ำมันและแก๊สในกาตาร์ ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อตอบโต้การกระทำของอิสราเอล ส่งผลให้ความตึงเครียดในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังถูกจับตามองจากประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด