ทรัมป์ประกาศชัยชนะเหนืออิหร่าน แต่ความขัดแย้งยังไม่จบสิ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความงุนงงให้กับวงการทูตโลกอีกครั้ง เมื่อโพสต์ข้อความผ่านทรูธ โซเชียล และให้สัมภาษณ์กับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Financial Times โดยระบุว่าอิหร่านถูกสยบและพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงจากการโจมตีทางอากาศกว่า 7,000 ครั้งของอิสราเอลและสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ถึงกับยกย่องว่าเป็น "ชัยชนะที่เด็ดขาดที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่"
ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด อิหร่านประกาศควบคุมเส้นทางเดินเรือ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่วอชิงตันกำลังเฉลิมฉลอง ความจริงที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซกลับเป็นหนังคนละม้วน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังคงประกาศกร้าวว่าเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านโดยสมบูรณ์ และขู่ว่าเรือทุกลำที่พยายามผ่านจะตกเป็นเป้าหมายโจมตี สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง "ภาวะชะงักงัน" ที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากอิหร่านเปลี่ยนยุทธวิธีจากการสู้รบซึ่งหน้ามาเป็นการใช้ภูมิศาสตร์ทางการเมืองเป็นอาวุธ ด้วยการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของความต้องการโลก
สหรัฐฯ ขอความช่วยเหลือพันธมิตร แต่หลายประเทศลังเลใจ
สิ่งนี้บีบให้ทรัมป์ต้องออกมาเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วยลาดตระเวน โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า ประเทศเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากน้ำมันในตะวันออกกลาง และควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงเอง
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาจากพันธมิตรของสหรัฐฯ กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและค่อนข้างระมัดระวัง:
- ฝรั่งเศส เป็นประเทศแรก ๆ ที่ตอบปฏิเสธอย่างชัดเจน โดยระบุว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินจะยังคงประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกเท่านั้น
- ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 95 และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึงร้อยละ 70 กลับแสดงท่าทีลำบากใจอย่างยิ่ง นายกฯ ซานาเอะ ทากาอิชิ ระบุว่าญี่ปุ่นยังไม่มีแผนจะส่งเรือรบ และต้องพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญใฝ่สันติที่เข้มงวด
- เกาหลีใต้ ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะน้ำมันแพงจนส่งผลกระทบต่อสายการบินและการขนส่ง ก็ยังคงใช้ยุทธศาสตร์ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ โดยอ้างว่าต้องปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดและพิจารณาอย่างรอบคอบ
- ออสเตรเลีย คาดว่าจะไม่ส่งเรือไป แม้รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญมาก แต่รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้รับการร้องขอหรือมีส่วนร่วมในเรื่องนี้
- สหราชอาณาจักร กำลังพิจารณาทุกทางเลือกเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ แม้ไม่ได้ให้รายละเอียด แต่ก็มีหลายวิธีที่สหราชอาณาจักรสามารถมีส่วนร่วมได้
- จีน หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องส่งเรือไปยังน่านน้ำรอบช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าทรัมป์จะขู่ว่าหากใครไม่ช่วย อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของนาโต้ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ
อิหร่านเสนอใช้เงินหยวนแทนดอลลาร์ในตลาดน้ำมัน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่ขีปนาวุธ แต่คือ "เงินตรา" มีรายงานจาก World Briefing ว่าอิหร่านกำลังพิจารณาแผนการที่จะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากมีการตกลงซื้อขายน้ำมันด้วย "เงินหยวน" ของจีนแทนที่ "เงินดอลลาร์สหรัฐ" หากอิหร่านดำเนินการตามแผนนี้ จะถือเป็นการท้าทายอำนาจสูงสุดของดอลลาร์ในตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรงและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับกลุ่มประเทศ BRICS และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
แรงกดดันภายในสหรัฐฯ และผลประโยชน์ของรัสเซีย
ภายในสหรัฐฯ เอง ทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากราคาน้ำมันขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 25 เจค ซัลลิแวน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ เตือนว่ารัฐบาลทรัมป์ขาดการวางแผนสำหรับผลกระทบขั้นที่ 2, 3 และกำลังตกที่นั่งลำบากเพราะไม่รู้ว่า "ความสำเร็จ" ในสงครามครั้งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร
ในขณะที่โลกกำลังเดือดร้อน รัสเซีย กลับเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจต้องจำใจผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซียเพื่อลดแรงกดดันในตลาดโลก ซึ่งเป็นภาพที่ย้อนแย้งอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าสหรัฐฯ กำลังสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย
วิกฤตยังไม่จบ โลกจับตาการเจรจาในสัปดาห์หน้า
คำประกาศชัยชนะของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ในทางปฏิบัติ การสู้รบกับอิหร่านยังห่างไกลจากคำว่าจบสิ้น อิหร่านยังคงมีสต็อกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่สามารถใช้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ และผู้นำคนใหม่ยังไม่มีทีท่าจะยอมเจรจา
CNN วิเคราะห์ว่า การที่ทรัมป์ต้องร้องขอเรือรบจากทั่วโลกคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ด้วยตัวคนเดียว และความพยายามที่จะปิดเกมสงครามด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่การพังทลายของระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำมานานหลายทศวรรษ
โลกกำลังเฝ้าจับตามองว่า ในสัปดาห์หน้าเมื่อ นายกฯ ญี่ปุ่น ไปเยือนวอชิงตัน หรือเมื่อถึงกำหนดการประชุมสุดยอดกับจีน ทรัมป์จะสามารถโน้มน้าวให้พันธมิตรยอมรับความเสี่ยงร่วมกับเขาได้หรือไม่ หรือเขาจะต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวท่ามกลางชัยชนะที่ว่างเปล่า



