อิหร่านใช้ 'กองเรือยุง' สร้างความท้าทายให้สหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ แม้ประกาศความสำเร็จทางทหาร
แม้สหรัฐอเมริกาจะประกาศความสำเร็จทางทหารหลายครั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์จริงในช่องแคบฮอร์มุซยังคงซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงจำนวนมากชี้ว่า 'กองเรือยุง' ของอิหร่าน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภารกิจการคุ้มกันเส้นทางเดินเรือน้ำมันในพื้นที่นี้เป็นไปอย่างยากลำบาก ตามคำขู่ของอิหร่านเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก หรือแม้แต่คำอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสามารถทำลายเรือรบขนาดใหญ่ของอิหร่านได้หลายลำในช่วงปฏิบัติการ 'Operation Epic Fury' แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานข่าวใดยืนยันได้อย่างเป็นรูปธรรมว่ากองทัพสหรัฐฯ สามารถคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันให้สัญจรผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ได้อย่างปลอดภัยตามที่อ้าง
ยุทธศาสตร์เรือเร็วอิหร่าน: ภัยคุกคามที่ยากจะจัดการ
ดร. โรเบิร์ต ฟาร์ลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทูต มองปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งนี้ว่าเกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญเพียงประการเดียว นั่นคือ 'กองเรือยุง' (Mosquito Fleet) ของอิหร่านยังคงปฏิบัติการอยู่ และเป็นอาวุธที่สร้างความลำบากใจให้กับกองทัพเรือที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ มาโดยตลอด ข้อมูลจาก MILITARNYI สื่อด้านการทหารและความมั่นคงของยูเครน วิเคราะห์ไว้ว่ากองเรือยุงไม่ได้ประกอบด้วยเรือรบขนาดใหญ่ แต่เป็นการรวมตัวของเรือยนต์ขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง เรือเหล่านี้ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากเรือเร็วประมงและติดตั้งอาวุธร้ายแรง เช่น เครื่องยิงจรวด RPG, ปืนกลหนัก และขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านเรือรบ
แม้เรือลำเดียวจะดูไม่น่ากลัว แต่เรือเล็กเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานภายใต้ยุทธวิธี 'Swarm Tactics' หรือการรุมเข้าโจมตีพร้อมกันจากหลายทิศทางคล้ายกับยุง จนระบบป้องกันของศัตรูเกิดอาการอัมพาตและถูกทำลายในที่สุด ปัจจุบัน อิหร่านมีเรือรบขนาดเล็กเหล่านี้มากกว่า 2,000 ลำที่ประจำการอยู่ในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ เรือเหล่านี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเรือรบทั่วไปของสหรัฐฯ มาก นอกจากนี้ อิหร่านยังบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น สีดูดซับสัญญาณเรดาร์เพื่อการล่องหน และขีปนาวุธนำวิถีรุ่นใหม่อย่างตระกูล 'คอว์ซาร์' ที่ยากต่อการรบกวนสัญญาณ
บทเรียนจากอดีตและยุทธวิธีอสมมาตร
ยุทธศาสตร์การรบทางเรือแบบอสมมาตรของอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากความเจ็บปวดในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-1988) โดยเฉพาะในช่วง 'สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน' ในเวลานั้น อิหร่านพบว่าเรือรบขนาดใหญ่ของตนถูกทำลายได้ง่ายโดยอากาศยานและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ความล้มเหลวในครั้งนั้นสอนให้อิหร่านรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะสหรัฐฯ ในการรบแบบดั้งเดิมได้ เตหะรานจึงหันมาทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนากองทัพเรือที่กระจายตัวและไร้รูปแบบแทน
กองเรือยุงเหล่านี้ถูกควบคุมโดย กองทัพเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGCN) หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'พาสดารัน' โดยมีผู้นำสูงสุดคือ พล.ร.อ.อาลีเรซา ตังสิรี ซึ่งเน้นการกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กับหน่วยเรือขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถตัดสินใจโจมตีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากศูนย์กลางหากถูกตัดขาดการสื่อสาร
ฐานทัพใต้ดินและความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์
ความน่ากลัวอีกประการของกองเรือยุงคือสถานที่เก็บรักษา อิหร่านไม่ได้จอดเรือเหล่านี้ไว้ที่ท่าเรือเปิดเผย แต่ซ่อนไว้ใน 'ฐานทัพเรือใต้ดิน' หรือ 'Missile Cities' ที่ขุดลึกลงไปใต้ภูเขาตามแนวชายฝั่งที่ยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ฐานทัพเหล่านี้บางแห่งลึกถึง 500 เมตร ซึ่งสามารถทนทานต่อการโจมตีด้วยระเบิดทำลายบังเกอร์ของสหรัฐฯ ได้ เมื่อได้รับคำสั่ง เรือยุงจะพุ่งออกมาจากปากถ้ำ รุมเข้าหาเป้าหมายและถอยกลับเข้าไปซ่อนตัวในเวลาอันรวดเร็ว
ในพื้นที่แคบ ๆ อย่างช่องแคบฮอร์มุซที่มีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร ภูมิศาสตร์ได้กลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของอิหร่าน กองเรือยุงสามารถใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการซุ่มโจมตีและขัดขวางการเดินเรือน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่สัญจรผ่านช่องแคบลดลงเหลือเพียงหลักเดียวต่อวัน จากเดิมที่เคยสูงถึง 138 ลำ
ความท้าทายที่ยังคงอยู่และอนาคตของความขัดแย้ง
แม้สหรัฐฯ จะพยายามพัฒนาอาวุธเลเซอร์และจรวดนำวิถีเพื่อรับมือกองเรือยุง แต่อิหร่านก็โต้กลับด้วยการเพิ่มจำนวนเรือเร็วให้มากขึ้น จนเกินกว่าที่กระสุนเลเซอร์หรือขีปนาวุธราคาแพงจะรับมือไหว ยิ่งไปกว่านั้น กองเรือยุงยังมีเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำที่สามารถใช้โจมตีเรือดำน้ำหรือใต้ท้องเรือรบสหรัฐฯ ได้โดยไม่รู้ตัว
ในเหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุด สหรัฐฯ อ้างว่าจมเรือ 'ชาฮิด บาเกรี' ของอิหร่านได้สำเร็จ แต่บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่านั่นเป็นเพียง 'ชัยชนะทางภาพลักษณ์' เท่านั้น เพราะเรือบาเกรีซึ่งดัดแปลงมาจากเรือบรรทุกสินค้า ไม่ใช่หัวใจสำคัญของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภัยคุกคามที่แท้จริงคือขีปนาวุธที่ติดตั้งตามชายฝั่ง โดรนพลีชีพ และกองเรือยุงที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป
ตราบใดที่กองเรือยุงยังคงลอยลำและซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์ใต้ภูเขา คำอ้างของสหรัฐฯ เรื่องความสำเร็จในการคุ้มกันเส้นทางน้ำมันก็ยังคงเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่สวนทางกับความเป็นจริงในสนามรบ เพราะในยุทธการอสมมาตร การจมเรือยักษ์หนึ่งลำอาจเป็นข่าวใหญ่ แต่การจัดการกับฝูงยุงนับพันที่พร้อมจะตายเพื่ออุดมการณ์นั้นเป็นงานที่หินยิ่งกว่าหลายเท่าตัว



