วิกฤตตะวันออกกลางยังคงรุนแรงต่อเนื่อง คนไทยกลุ่มแรกอพยพจากอิหร่านถึงชายแดนตุรกีแล้ว
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้แถลงสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับความรุนแรงที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องในตะวันออกกลาง โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พัฒนาการในวันนี้ยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยเฉพาะในพื้นที่อิรักและเลบานอน ซึ่งส่งผลให้เกิดการอพยพของพลเรือนจนเข้าข่ายวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม
ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยอพยพจากอิหร่าน
สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน จำนวน 62 คน ได้เดินทางออกจากพื้นที่เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 7 มีนาคม และคาดว่าจะถึงชายแดนตุรกีในวันเดียวกันนี้ โดยทีมงานจากกรมการกงสุลได้เดินทางถึงเมืองวาน ตุรกี ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม เพื่อร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ในการรับคนไทยที่อพยพมาจากอิหร่าน
ล่าสุด ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากอุปทูต ณ กรุงเตหะรานว่า ขบวนอพยพใกล้ถึงจุดหมายชายแดนระหว่างอิหร่านและตุรกีแล้ว ซึ่งฝ่ายไทยได้ประสานงานกับรัฐบาลอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เพื่อให้การอพยพเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย
สถานการณ์น่านฟ้าและความช่วยเหลือเพิ่มเติม
ในส่วนของสถานการณ์น่านฟ้า ประเทศที่ยังปิดน่านฟ้าสำหรับการบินพาณิชย์ ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล ซีเรีย อิรัก บาห์เรน คูเวต เลบานอน และกาตาร์ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มเปิดเที่ยวบินอย่างจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารตกค้าง
สำหรับการช่วยเหลือคนไทยในประเทศอื่นๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด เช่น ในซาอุดีอาระเบียที่ยังสามารถบินกลับไทยได้ และในยูเออีที่มีสายการบินเอมิเรตส์และแอร์อาราเบียเปิดเส้นทางบินแล้ว โดยรวมขณะนี้ มีคนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 215 คน
ผลกระทบด้านการขนส่งและมาตรการแก้ไข
ทางด้านนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน การขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม แถลงผลกระทบจากการปิดน่านฟ้า ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 7 มีนาคม มีเที่ยวบินที่ยกเลิกและล่าช้าทั้งสิ้น 584 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบ 78,564 คน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ช่วยเหลือผู้โดยสารให้ครบถ้วน
นอกจากนี้ ยังมีการติดตามผลกระทบทางน้ำที่การขนส่งสินค้าไปยุโรปต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกา ทำให้เวลาการเดินเรือเพิ่มขึ้น 15 วัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบราคาและบริการอย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ



