ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอลปะทุสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานโลก
ปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่พุ่งเป้ากวาดล้างผู้นำระดับสูงของอิหร่าน ได้นำไปสู่การตอบโต้วงกว้างจนทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางกลายเป็นสมรภูมิเพลิงอย่างเต็มรูปแบบ วิกฤตการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นต้นมา
ปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำและความเสียหายครั้งใหญ่
อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้เปิดปฏิบัติการโจมตีร่วมกันต่อเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน โดยฝ่ายอิสราเอลตั้งชื่อปฏิบัติการว่า Operation Roaring Lion ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ เรียกว่า Operation Epic Fury การโจมตีมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ผู้บัญชาการทหาร และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารสำคัญหลายแห่ง การโจมตีเริ่มต้นด้วยการลอบสังหารอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งที่พักถูกทำลาย รวมถึงอาลี ชัมคานี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน
เพื่อตอบโต้ อิหร่านได้ยิงโดรนและขีปนาวุธจำนวนหลายสิบลูกไปทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โจมตีเป้าหมายในอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในหลายประเทศ เช่น จอร์แดน คูเวต บาห์เรน กาตาร์ อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ อิหร่านยังโจมตีสนามบินพลเรือนและท่าเรือในคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน รวมถึงประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซทั่วโลกหยุดชะงัก
การขยายวงสงครามและความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอนได้เข้าร่วมการสู้รบหลังการเสียชีวิตของคาเมเนอี ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้เหตุผลหลายประการต่อการเปิดสงคราม เช่น เพื่อป้องกันภัยคุกคาม ทำลายศักยภาพด้านขีปนาวุธ และป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศระบุว่าอิหร่านไม่มีโครงการอาวุธนิวเคลียร์
ความเสียหายพลเรือนเกิดขึ้นอย่างหนัก เมื่อขีปนาวุธตกใส่โรงเรียนประถมศึกษาหญิงล้วน Shajareh Tayyebeh ในเมืองมินาบ ส่งผลให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตทันที 165 คน ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธนำวิถีประมาณ 170 ลูก มุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและประเทศต่าง ๆ รอบอ่าวเปอร์เซีย
วิกฤตการเดินเรือและผลกระทบระดับโลก
การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านทำให้เรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้ากว่า 150 ลำต้องจอดรอ ไม่สามารถสัญจรได้ ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกอย่างรุนแรง กลุ่มประเทศ E3 (อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี) พร้อมสนับสนุนมาตรการทางทหารเพื่อป้องกันขีปนาวุธ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียประกาศจะใช้กำลังหากถูกรุกล้ำน่านฟ้า
ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยสภากาชาดอิหร่านรายงานยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 787 คน ในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2569 ขณะที่องค์การอนามัยโลกรายงานเจ้าหน้าที่กู้ชีพในเลบานอนเสียชีวิต 3 คน การโจมตีขยายวงไปยังเป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวในกาตาร์จนต้องหยุดการผลิต และศูนย์ข้อมูล Amazon Web Services ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ส่งผลให้อินเทอร์เน็ตล่ม
การประณามและความกังวลจากนานาชาติ
สหประชาชาติและหลายประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องได้ประณามการโจมตีครั้งแรกว่าเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของตะวันออกกลาง ขณะที่รัสเซียและจีนประณามการโจมตี โดยระบุว่าสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิรุกรานและอิหร่านไม่ได้พัฒนานิวเคลียร์ ยูเนสโกแสดงความกังวลต่อโบราณสถาน เช่น พระราชวังโกเลสถาน มรดกโลกที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด
ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ยังขยายไปสู่การรบทางอากาศครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ F-35I ของอิสราเอลยิงเครื่องบินรบ Yak-130 ของอิหร่านร่วงเหนือกรุงเตหะราน และเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบ IRIS Dena ของอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา คร่าชีวิตลูกเรือ 87 คน สงครามยังคงดำเนินต่อไปด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น โดยมีประเทศเข้าร่วมการสู้รบแล้วอย่างน้อย 9 ประเทศ



