วิกฤตตะวันออกกลางเร่งอพยพพลเมืองทั่วโลก ส่งผลกระทบการบินหนักหน่วง
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งอพยพพลเมืองออกจากอิหร่านและพื้นที่เสี่ยง ขณะที่ชาวอิหร่านจำนวนมากต้องหนีภัยการสู้รบกลายเป็นผู้พลัดถิ่น และการบินทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักด้วยเที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก
ด่านชายแดนอาร์เมเนียแออัดด้วยผู้อพยพเพิ่มขึ้น 5 เท่า
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ด่านนอร์ดุซ บริเวณพรมแดนระหว่างอิหร่านและอาร์เมเนีย เต็มไปด้วยแถวของชาวต่างชาติที่ต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเดินทางออกจากอิหร่าน อาร์เมเนียกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักเพียงไม่กี่สายที่ยังคงเปิดให้มีการอพยพทางบก มีรายงานว่าจำนวนผู้อพยพที่ด่านชายแดนฝั่งอาร์เมเนียเพิ่มสูงกว่าปกติถึง 5 เท่า ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นและปัญหาขาดแคลนเสบียงอาหาร องค์กรระหว่างประเทศเร่งเข้าพื้นที่เพื่อจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว รองรับวิกฤตมนุษยธรรมที่กำลังขยายตัว
หลายชาติเร่งอพยพพลเมืองออกจากอิหร่าน
หลายประเทศทยอยนำพลเมืองออกจากอิหร่าน เช่น บัลแกเรีย ซึ่งเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบิน GullivAir นำพลเมืองชาวบัลแกเรียชุดแรกจำนวน 180 คน เดินทางกลับถึงบ้านเกิดอย่างปลอดภัยหลังอพยพมาจากดูไบ เที่ยวบินนี้ถือเป็นเที่ยวแรกจากทั้งหมด 3 เที่ยวบิน ที่รัฐบาลวางแผนไว้เพื่อเร่งช่วยเหลือพลเมืองท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด
เนเธอร์แลนด์ก็เริ่มภารกิจอพยพเช่นกัน โดยเที่ยวบินพิเศษของสายการบิน KLM จากประเทศโอมาน เดินทางถึงเนเธอร์แลนด์ พร้อมผู้โดยสาร 93 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวดัตช์ รวมถึงพลเมืองจากเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก ถือเป็นเที่ยวบินอพยพเที่ยวแรกที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ส่งไปรับตัวผู้ที่ตกค้างรวมถึงพนักงานสายการบินในตะวันออกกลาง
ที่สนามบินในประเทศอาเซอร์ไบจาน มีชาวรัสเซียจำนวน 117 คน ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ถึง 54 คน ทยอยเข้ารับการตรวจบัตรโดยสารและสัมภาระที่เคาน์เตอร์เช็กอินพิเศษของเที่ยวบิน EMERCOM เพื่อเดินทางกลับประเทศ ผู้อพยพกลุ่มนี้ต้องเผชิญการเดินทางที่ยากลำบาก โดยเริ่มจากการเดินทางออกจากอิหร่านผ่านพรมแดนทางบกเข้าสู่อาเซอร์ไบจาน เนื่องจากน่านฟ้าเหนืออิหร่านยังคงมีการสู้รบและมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่เครื่องบินพลเรือนจะทำการบินได้ โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยของรัสเซียคอยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง
อินเดียประสานงานเพิ่มเที่ยวบินพิเศษรับผู้อพยพ
สถานการณ์ไม่ต่างจากในอินเดีย ที่หลายครอบครัวมารวมตัวกันบริเวณประตูผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี ในนิวเดลี เพื่อรอรับญาติที่เดินทางกลับจากพื้นที่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังสายการบินอย่าง สไปซ์เจ็ต และสายการบินท้องถิ่น จัดเที่ยวบินเพื่อรับผู้โดยสารที่ตกค้าง โดยใช้สนามบินทางเลือกอย่าง ฟูไจราห์ และ ชาร์จาห์ แทนสนามบินหลักในดูไบที่ยังคงมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตามยังมีชาวอินเดียอีกจำนวนมากที่รอการอพยพ โดยรัฐบาลอินเดียระบุว่าจะประสานงานกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินพิเศษอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำให้พลเมืองตรวจสอบสถานะสนามบินปลายทางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยในภูมิภาคยังคงมีความผันผวนสูง
การสู้รบกระทบเที่ยวบินทั่วโลกอย่างหนัก
ที่ท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร บนเกาะบาหลี บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย หลังเที่ยวบินขาออกในเกือบทุกเส้นทางถูกยกเลิก โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้องผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของอินโดนีเซียระบุว่ามีผู้โดยสารอย่างน้อย 4,400 คน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระงับบินของสายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง เอมิเรตส์, กาตาร์ แอร์เวย์ส และเอทิฮัด นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องต่อแถวรอสอบถามข้อมูลที่เคาน์เตอร์สายการบิน บางคนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในสนามบินมานานหลายวัน เนื่องจากไม่สามารถแบกรับค่าที่พักภายนอกที่พุ่งสูงขึ้นได้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความไม่แน่นอน
ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีอิหร่าน น่านฟ้าเหนือตะวันออกกลางตกอยู่ในความเงียบเหงา เที่ยวบินกว่า 21,300 เที่ยวถูกยกเลิกใน 7 สนามบินหลัก ทั้งในดูไบ โดฮา และอาบูดาบี โดยเฉพาะที่สนามบินนานาชาติดูไบซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่คับคั่งที่สุดของโลก ต้องหยุดชะงักต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ถือเป็นการหยุดชะงักของการเดินทางครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
ไทยยังไม่มีคนไทยบาดเจ็บ-เสียชีวิต แต่เตือนให้ระมัดระวัง
กระทรวงการต่างประเทศของไทยเปิดการแถลงข่าวสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลางเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศระบุว่าสถานการณ์ยังคงมีความอ่อนไหว จึงขอให้คนไทยในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของประเทศเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัด และพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เช่น ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน อิรัก โอมาน และเยเมน ได้ช่วยเหลือคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศให้เดินทางออกนอกประเทศเสี่ยงโดยสวัสดิภาพ โดยประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และสายการบินเพื่ออำนวยความสะดวกและจัดหาเที่ยวบิน รวมทั้งให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ เช่น การดูแลคนไทยที่ติดค้างในโรงแรมเป็นการชั่วคราว กระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่าจะมีการแถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์ทุกวันเวลา 18.00 น. ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของกระทรวง และสถานทีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)



