สภาคองเกรสสหรัฐฯ เตรียมลงมติจำกัดอำนาจสงครามของทรัมป์ในอิหร่าน หลังปฏิบัติการ Epic Fury
สหรัฐฯ เตรียมลงมติจำกัดอำนาจสงครามทรัมป์ในอิหร่าน

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เตรียมลงมติจำกัดอำนาจสงครามของทรัมป์ในอิหร่าน หลังปฏิบัติการ Epic Fury

กรุงวอชิงตันกำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคการเมืองเตรียมผลักดันร่างมติอาศัยอำนาจตาม War Powers Resolution เพื่อจำกัดและควบคุมการปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในอิหร่าน ร่างมติดังกล่าวมีเป้าหมายชัดเจนให้ประธานาธิบดีต้องยุติการใช้กำลังทหารเพิ่มเติม เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาอย่างเป็นทางการ สะท้อนความพยายามของฝ่ายนิติบัญญัติในการยืนยันบทบาทตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจประกาศสงคราม

แรงผลักดันจากปฏิบัติการทางทหารและความกังวลทางกฎหมาย

แรงผลักดันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ "Operation Epic Fury" ซึ่งสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายสำคัญในอิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และมีรายงานการสูญเสียทหารอเมริกันเป็นรายแรก สถานการณ์ดังกล่าวจุดชนวนคำถามทางกฎหมายและการเมืองอย่างกว้างขวางว่า การดำเนินการครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่

ทิม เคน สมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ผู้เสนอร่างมติในวุฒิสภา ระบุว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติชัดว่าการทำสงครามต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกกลับมาประชุมและลงมติโดยเร็ว เพราะชีวิตทหารอเมริกันกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ในสภาผู้แทนราษฎร โทมัส แมสซี สมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐเคนทักกี แสดงจุดยืนสนับสนุนร่างมติ ขณะที่ โร คานนา ประเมินโอกาสผ่านในสภาล่างอยู่ที่ร้อยละ 40-60 ขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพของพรรคเดโมแครตเอง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความเห็นที่แตกต่างและอุปสรรคทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เดโมแครตทุกคนที่เห็นด้วย จอห์น เฟตเตอร์แมน วุฒิสมาชิกจากเพนซิลเวเนีย แสดงความไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่าการผลักดันมติในช่วงเวลานี้เป็น "การแสดงท่าทีที่ไร้สาระ" ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่ตึงเครียด ด้าน มาร์ก เคลลี อดีตนักบินนาวิกโยธินและวุฒิสมาชิกจากรัฐแอริโซนา แสดงความกังวลว่าฝ่ายบริหารยังไม่มีแผนป้องกันการขยายวงความขัดแย้ง ซึ่งอาจทำให้ทหารอเมริกันตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น

แม้ร่างมติจะได้รับแรงสนับสนุนแบบข้ามพรรค แต่เส้นทางผ่านสภายังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา และหากร่างมติผ่าน ก็มีแนวโน้มสูงว่าทรัมป์จะใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ทันที และการล้มล้างการวีโตจำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนสองในสามของทั้งสองสภา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ายังห่างไกลความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน

ประวัติความพยายามและกำหนดการลงมติ

ที่ผ่านมา ความพยายามลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีอิหร่านหลังการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในเดือนมิถุนายน หรือกรณีเวเนซุเอลาในเดือนมกราคม แต่ล้วนไม่สามารถฝ่าด่านทางการเมืองไปได้สำเร็จ การลงมติในครั้งนี้มีกำหนดในวุฒิสภาวันพุธที่ 4 มีนาคม เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ และในสภาล่างวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม ถือเป็นจุดชี้วัดสำคัญว่ารัฐสภาจะสามารถทวงคืนอำนาจด้านการทำสงครามจากฝ่ายบริหารได้มากเพียงใด

War Powers Resolution คืออะไร

War Powers Resolution หรือที่เรียกว่า War Powers Act เป็นกฎหมายที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านเมื่อปี 1973 (พ.ศ.2516) ภายหลังสงครามเวียดนาม เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา กฎหมายนี้กำหนดให้ประธานาธิบดีสามารถส่งกำลังทหารได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องแจ้งรัฐสภาภายใน 48 ชั่วโมง และหากไม่ได้รับอนุมัติภายใน 60 วัน (หรือขยายได้ถึง 90 วันในบางกรณี) ต้องถอนกำลังทันที แม้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีหลายสมัยจากทั้งสองพรรคมักโต้แย้งว่ากฎหมายดังกล่าวจำกัดอำนาจผู้บัญชาการสูงสุดเกินสมควร ทำให้การบังคับใช้ไม่เคยเกิดผลเต็มรูปแบบ