อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขู่โจมตีเรือทุกลำ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง 13%
วันนี้ (3 มีนาคม 2569) สื่ออิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญทางยุทธศาสตร์ และขู่จะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านเข้ามาในพื้นที่นี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบทั่วโลก
ทันทีที่มีการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 13% อยู่ที่ 82.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ก่อนจะปิดตลาดที่ 77.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 4.87 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 6.7% เมื่อวานนี้ (2 มีนาคม) การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากภูมิภาค
ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และความสูญเสีย
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เปิดเผยว่าในช่วง 48 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการโจมตีต่อต้านอิหร่าน สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายไปมากกว่า 1,250 แห่ง โดยจนถึงขณะนี้มีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บสาหัส 18 นายในปฏิบัติการดังกล่าว และเสียชีวิตอีก 6 นาย สถานการณ์นี้ทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การประเมินของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
คณะกรรมการผู้ว่าการของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ ได้จัดการประชุมนัดพิเศษหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นไปตามคำขอของรัสเซียที่เป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน ราฟาเอล กรอซซี ผู้อำนวยการใหญ่ไอเออีเอ ยืนยันว่าไม่พบข้อบ่งชี้ว่าโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับความเสียหายหรือถูกโจมตี จากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม คำแถลงนี้สวนทางกับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำไอเออีเอ ที่ระบุในช่วงเช้าวันเดียวกันว่าโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ของอิหร่านถูกโจมตี ความขัดแย้งในข้อมูลนี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค
ปฏิกิริยาจากผู้นำระดับโลก
ในขณะเดียวกัน อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ขู่จะโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ หากสถานการณ์บานปลาย ในขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียเสนอตัวเป็นตัวกลางเพื่อลดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การแทรกแซงจากมหาอำนาจเหล่านี้ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น
การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางทะเลและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ที่กว้างขวางหากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน



