อิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา ซาอุดีอาระเบีย ส่งผลราคาน้ำมันโลกพุ่ง 10%
ในเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก โดรนอิหร่านรุ่น Shahed-136 ได้เปิดฉากโจมตีโรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา (Ras Tanura) ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 การโจมตีครั้งนี้ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดเล็กภายในพื้นที่โรงกลั่น แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท Saudi Aramco ได้ตัดสินใจระงับการดำเนินงานที่โรงกลั่นแห่งนี้เป็นการชั่วคราวทันที
ปฏิกิริยาจากทางการซาอุดีอาระเบียและผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน
กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการรุกรานจากผู้ก่อการร้ายและเป็นการก่อวินาศกรรมที่มุ่งเป้าทำลายความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของอุปทานพลังงานทั่วโลก ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียแถลงปฏิเสธและประณามการโจมตีอย่างรุนแรง พร้อมเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำราชอาณาจักรเข้าพบเพื่อสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว
ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.32 มาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในวันเดียว เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่อาจยืดเยื้อ นอกจากนี้ การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันเกือบร้อยละ 20 ของโลก ตกอยู่ในภาวะอัมพาต เนื่องจากเจ้าของเรือหลายรายตัดสินใจระงับการเดินเรือเพื่อความปลอดภัย
ความสำคัญของโรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา
โรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา ไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงงานแปรรูปน้ำมันทั่วไป แต่เป็นศูนย์กลางพลังงานระดับโลกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โรงกลั่นแห่งนี้เป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 550,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งอยู่ริมชายฝั่งอ่าวอาหรับ และทำหน้าที่เป็นสถานีส่งออกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย
นอกจากหน้าที่ในการกลั่นแล้ว คอมเพล็กซ์แห่งนี้ยังมีความสำคัญในการทำให้กระบวนการผลิตน้ำมันดิบมีเสถียรภาพและเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกไปยังตลาดหลักทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป น้ำมันดิบที่ถูกส่งมาที่นี่มาจากแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เช่น แหล่ง Ghawar, Abqaiq และ Khurais
ภูมิหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อเป้าหมายภายในอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตอบโต้ เตหะรานจึงได้พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ และทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของพันธมิตรในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตาดูพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและพันธมิตรตะวันตกอาจยืดเยื้อและนำไปสู่การโจมตีเพิ่มเติมในอนาคต



