ทรัมป์แถลงนโยบายประจำปี ชูความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงพรมแดน
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้แถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรส หรือ State of the Union เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย และความมั่นคงของพรมแดน ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลสมัยที่ 2 ของเขา
เศรษฐกิจสหรัฐเฟื่องฟู เงินเฟ้อลดต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ในการแถลงครั้งนี้ ทรัมป์เปิดสุนทรพจน์ด้วยการประกาศว่าสหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมในประวัติศาสตร์ โดยชูผลงานด้านเศรษฐกิจว่าได้รับสืบทอดสถานการณ์ย่ำแย่จากรัฐบาลชุดก่อน แต่สามารถพลิกฟื้นได้ภายในปีเดียว ซึ่งเขานิยามว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์
ทรัมป์อ้างว่า รัฐบาลของเขาสามารถลดอัตราเงินเฟ้อลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี และโจมตีว่ายุคของโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดี คือช่วงที่เงินเฟ้อเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ
สกัดผู้อพยพและยาเสพติด พรมแดนมั่นคงที่สุดในประวัติศาสตร์
ในประเด็นผู้อพยพ ทรัมป์ชื่นชมความคืบหน้าของรัฐบาลในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและการทะลักเข้ามาของยาเสพติด พร้อมยืนยันว่าพรมแดนสหรัฐฯ ในตอนนี้มั่นคงและปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์
เขาอ้างสถิติว่า การลักลอบนำเข้าเฟนทานิลลดลงถึงร้อยละ 56 ภายในเวลาเพียงปีเดียว นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เป็นพันธมิตรทางการค้าและความมั่นคงกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดการปรับตัวในด้านการส่งออกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เดินหน้าภาษีนำเข้าต่อ แม้ศาลสูงคว่ำคำตัดสิน
ทรัมป์ยกความดีความชอบให้กับมาตรการภาษีนำเข้าว่า เป็นกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนการพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ และแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ชี้ว่ามาตรการภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ขัดต่อกฎหมาย
เขาระบุว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังและน่าเสียดาย พร้อมยืนยันว่าจะยังคงมาตรการดังกล่าวต่อไปโดยอาศัยกฎหมายทางเลือกอื่นแทน โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ยุติสงครามและทำลายนิวเคลียร์อิหร่าน
ทรัมป์ย้ำถึงความสำเร็จในการยุติสงคราม 8 ศึกนับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง โดยยกย่องการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสในกาซาว่าเป็นความสำเร็จ ส่วนประเด็นอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่าการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ทำลายโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก
เขายืนยันว่าตนต้องการแก้ไขความขัดแย้งกับอิหร่านผ่านช่องทางทางการทูต แต่อิหร่านยังไม่ยอมให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
แรงกดดันและผลกระทบต่อการเมืองสหรัฐและไทย
การแถลงครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดกับอิหร่าน และถือเป็นเวทีสำคัญในการประกาศความสำเร็จทางการเมืองเพื่อสร้างแรงสนับสนุนให้พรรครีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พฤศจิกายน นี้
ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศที่กระทบไทยในด้านพลังงานและการค้า โดยไทยในฐานะพันธมิตรอาจต้องปรับตัวกับมาตรการภาษีนำเข้าและความร่วมมือด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป



