ปูตินชี้แจงรัสเซียไม่ใช่ผู้รุกรานยูเครน ย้ำปฏิบัติการพิเศษเพื่อปกป้องประชาชน
ปูตินย้ำรัสเซียไม่ใช่ผู้รุกราน ยูเครนคือเป้าปฏิบัติการพิเศษ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียได้ออกมาชี้แจงประเด็นร้อนเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยยืนยันว่ารัสเซียไม่ใช่ผู้รุกรานตามที่ชาติตะวันตกกล่าวหา แต่เป็นการดำเนินการปฏิบัติการพิเศษทางทหารเพื่อปกป้องประชาชนในภูมิภาคดอนบาสส์ที่ถูกคุกคามจากรัฐบาลยูเครน

ปูตินย้ำจุดยืนรัสเซีย

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ปูตินกล่าวว่ารัสเซียไม่มีแผนที่จะโจมตียูเครนก่อนการปฏิบัติการพิเศษในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 แต่เป็นการตอบโต้ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากนาโตและรัฐบาลยูเครนที่ละเมิดข้อตกลงมินสค์ เขาย้ำว่ารัสเซียพยายามหาทางออกทางการเมืองมาโดยตลอด แต่ถูกปฏิเสธจากฝ่ายยูเครน

ปฏิกิริยาจากนานาชาติ

คำชี้แจงของปูตินถูกมองว่าเป็นความพยายามปรับวาทกรรมเพื่อลดแรงกดดันจากประชาคมโลก ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรยังคงยืนกรานว่ารัสเซียเป็นผู้ก่อสงครามที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่อรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีของรัสเซีย
  • สหภาพยุโรปเห็นชอบการคว่ำบาตรรอบที่ 9 ที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสงคราม
  • ยูเครนเรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียเพื่อยุติการรุกราน

สถานการณ์ในยูเครน

สงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 เดือนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นและผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน นอกจากนี้ยังเกิดวิกฤตพลังงานและอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนทำให้ประชาชนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ในฤดูหนาว
  2. ข้อตกลงส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำช่วยบรรเทาวิกฤตอาหารโลกบางส่วน แต่ยังเปราะบาง
  3. การเจรจาสันติภาพหยุดชะงักเนื่องจากความแตกต่างของเงื่อนไขระหว่างสองฝ่าย

ปูตินยังกล่าวหาว่ายูเครนและชาติตะวันตกเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง โดยอ้างว่าการขยายตัวของนาโตไปทางตะวันออกเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของรัสเซีย ขณะที่ยูเครนและพันธมิตรมองว่านี่เป็นข้ออ้างในการรุกราน

อนาคตของสงครามยังคงไม่แน่นอน แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้หยุดยิงและเจรจา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนกรานในท่าทีของตน ส่งผลให้ความขัดแย้งมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป