รัฐบาลแคนาดาได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง รวมถึงเหตุการณ์ยิงเครื่องบินโดยสารของสายการบินยูเครนอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์ไลน์ตกในปี 2563 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 176 คน โดยในจำนวนนี้เป็นชาวแคนาดา 55 คน
รายละเอียดมาตรการคว่ำบาตร
มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้รวมถึงการอายัดทรัพย์สินและการห้ามทำธุรกรรมกับบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกระบุชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่าน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ นอกจากนี้ แคนาดายังได้เพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่อาจนำไปใช้ในการผลิตอาวุธเคมีและชีวภาพไปยังอิหร่าน
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
การประกาศคว่ำบาตรครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่แคนาดาและประเทศพันธมิตรอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันกดดันอิหร่านให้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ยิงเครื่องบินตก ซึ่งอิหร่านยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของกองกำลังป้องกันทางอากาศ แต่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน
- แคนาดาเรียกร้องให้อิหร่านปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด
- แคนาดายังคงสนับสนุนการสอบสวนระหว่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์เครื่องบินตก
- รัฐบาลแคนาดาระบุว่าจะยังคงติดตามสถานการณ์และอาจเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมในอนาคต
ด้านอิหร่านได้ประณามมาตรการคว่ำบาตรของแคนาดาว่าไม่เป็นธรรมและเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน โดยระบุว่าพร้อมที่จะตอบโต้อย่างเหมาะสม
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การคว่ำบาตรครั้งนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดาและอิหร่านตึงเครียดยิ่งขึ้น โดยทั้งสองประเทศขาดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2555 หลังการปิดสถานทูตของกันและกัน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคพลังงานและเทคโนโลยี
ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่ามาตรการคว่ำบาตรของแคนาดาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกในการกดดันอิหร่านให้เปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาล



