ราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐอเมริกากำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน 4 รัฐแถบมิดเวสต์ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลไปแล้ว และกำลังส่งผลให้ราคาอาหารอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ราคาดีเซลพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 4 รัฐ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ค. 2569 ว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนใน 4 รัฐแถบมิดเวสต์ ได้แก่ วิสคอนซิน, มิชิแกน, อิลลินอยส์ และอินเดียนา อันเป็นผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่าน จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดโดยพฤตินัย
ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลในรัฐเหล่านี้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นล่าสุดนี้เป็นผลจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง การหยุดชะงักของโรงกลั่นน้ำมัน และข้อเท็จจริงที่ว่าโรงกลั่นต่างให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) มากกว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
น้ำมันดีเซลถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถแทรกเตอร์, รถบรรทุก, รถประจำทาง, รถไฟ และเรือ การที่ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้ราคาอาหารอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้าไปยังร้านขายของต่างๆ
ปัจจุบัน ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลทั่วประเทศพุ่งขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยอยู่ที่ 5.66 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.82 ดอลลาร์ต่อแกลลอนที่เคยทำไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 หลังเกิดสงครามยูเครน
ราคาดีเซลแยกตามรัฐ
- รัฐอินเดียนา: +72% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
- รัฐอิลลินอยส์: +74% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
- รัฐมิชิแกน: +77% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
- รัฐวิสคอนซิน: +82% อยู่ที่ 5.87 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ราคาน้ำมันดีเซลในรัฐทั้ง 4 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่ารัฐอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงของวิกฤตการณ์ในครั้งนี้



