สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่ม หลังโจมตีอิสราเอล
สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านเพิ่ม หลังโจมตีอิสราเอล

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่านในวันนี้ เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่ออิสราเอลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงบริษัทที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน

รายละเอียดการคว่ำบาตร

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้ครอบคลุมถึง 16 บุคคลและ 2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริษัทในอิหร่านและจีนที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำหรับโครงการดังกล่าว การคว่ำบาตรจะอายัดทรัพย์สินของบุคคลและหน่วยงานเหล่านี้ในสหรัฐฯ และห้ามการทำธุรกรรมกับชาวอเมริกัน

ปฏิกิริยาจากอิหร่าน

ทางการอิหร่านประณามมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า อิหร่านจะตอบโต้มาตรการนี้อย่างเหมาะสม และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการแทรกแซงในภูมิภาค

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การประกาศคว่ำบาตรครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง หลังจากอิหร่านเปิดฉากโจมตีอิสราเอลด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายร้อยลูกเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งอิสราเอลและพันธมิตรสามารถสกัดกั้นได้เกือบทั้งหมด สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรในยุโรปต่างเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในวงกว้าง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศมองว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อาจไม่สามารถหยุดยั้งโครงการพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่านได้ แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงท่าทีของวอชิงตันในการสนับสนุนอิสราเอลและพันธมิตรในภูมิภาค ขณะที่อิหร่านมีแนวโน้มที่จะตอบโต้ด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ทางทหาร เช่น การเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรือการขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตโดยตรงตั้งแต่ปี 2523 และความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค