อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าธรรมเนียมเรือผ่านช่องแคบมะละกา สิงคโปร์-มาเลเซียค้าน ย้ำเสรีภาพเดินเรือ
อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าธรรมเนียมเรือมะละกา สิงคโปร์-มาเลเซียค้าน

อินโดนีเซียผลักดันเก็บค่าธรรมเนียมเรือผ่านช่องแคบมะละกา สิงคโปร์-มาเลเซียยืนยันคัดค้าน

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 สถานการณ์ความมั่นคงและเศรษฐกิจทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ หลัง ปูรบายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ได้นำเสนอแนวคิดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือพาณิชย์ทุกลำที่สัญจรผ่านช่องแคบมะละกา โดยแนวคิดดังกล่าวถูกเปิดเผยขึ้นในระหว่างการสัมมนาวิชาการที่กรุงจาการ์ตา

อินโดนีเซียต้องการยกระดับสถานะจาก "ชายขอบ" สู่ "ตัวแสดงหลัก"

ปูรบายาระบุว่า ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชิงรุกภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียยกระดับสถานะของตนเองจากการเป็นเพียงประเทศ "ชายขอบ" ขึ้นมาเป็น "ตัวแสดงหลัก" บนเวทีเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยมองว่าอินโดนีเซียตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ปัจจุบันเรือสินค้าและเรือขนส่งพลังงานจำนวนมหาศาลกลับสัญจรผ่านช่องแคบมะละกาไปโดยที่รัฐชายฝั่งไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงในรูปแบบของค่าธรรมเนียม ซึ่งปูรบายามองว่าเป็นเรื่องที่ควรได้รับการพิจารณาใหม่

แรงบันดาลใจสำคัญของแนวคิดนี้มาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะแผนการของประเทศอิหร่านที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากพื้นที่ดังกล่าวถูกปิดกั้นและเกิดความตึงเครียดจากการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 แล้ว รมว.คลังอินโดนีเซียมองว่าหากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับทั้ง 3 ประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีพื้นที่ชายฝั่งครอบคลุมช่องแคบมะละกาเป็นระยะทางที่ยาวที่สุดและมีพื้นที่กว้างขวางที่สุด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อย่างไรก็ตาม ปูรบายายอมรับว่านโยบายนี้มีความซับซ้อนและไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ เนื่องจากช่องแคบมะละกาเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวทางอธิปไตยและผลประโยชน์ของหลายประเทศ หากจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจริง จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งปูรบายาให้ความเห็นว่าแม้สิงคโปร์และมาเลเซียจะมีขนาดพื้นที่ในช่องแคบเล็กกว่า แต่การแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์เป็นเรื่องที่ต้องเจรจา และย้ำว่าอินโดนีเซียต้องเริ่มคิดเชิงรุกมากกว่าเชิงตั้งรับในประเด็นทรัพยากรทางทะเล

สิงคโปร์และมาเลเซียคัดค้าน ย้ำยึดมั่นกฎหมายสากล

ทางด้านรัฐบาลสิงคโปร์ได้แสดงท่าทีคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างทันควัน โดย วิเวียน บาลากฤษณัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ได้กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่าสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใด ๆ ที่จะจำกัดเสรีภาพในการเดินเรือ หรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่รอบบริเวณสิงคโปร์และช่องแคบมะละกา วิเวียนเน้นย้ำว่า "สิทธิในการผ่านแดน" เป็นสิทธิสากลที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศสำหรับทุกคน ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่รัฐชายฝั่งจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามอำเภอใจ และไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องจ่ายเงินซื้อ

นอกจากนี้เขายังได้ระบุถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ซึ่งสิงคโปร์เป็นภาคีสมาชิก ย้ำว่าช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ และฮอร์มุซ ล้วนเป็นทางน้ำที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน การเรียกเก็บค่าผ่านทางจะทำลายหลักการพื้นฐานของกฎหมายสากล อีกทั้งเขายังชี้ให้เห็นว่า ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างก็เป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าโลกเป็นหลัก การรักษาช่องแคบให้เปิดกว้างและไร้อุปสรรคจึงเป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดร่วมกันของทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีกลไกความร่วมมือไตรภาคีเพื่อดูแลความปลอดภัยและเสรีภาพในการเดินเรืออยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เพื่อการจัดเก็บค่าธรรมเนียม

ในทำนองเดียวกัน แอนโธนี โลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย ได้ยืนยันจุดยืนของมาเลเซียว่า ยังคงยึดมั่นต่อเสรีภาพในการเดินเรือและการผ่านแดนผ่านช่องแคบมะละกา โดยระบุว่าในฐานะรัฐอธิปไตยและสมาชิกสภาองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ มาเลเซียมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบที่ยึดถือระเบียบโลกและให้ความเคารพต่อกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัด

ช่องแคบมะละกา: เส้นทางเดินเรือที่หนาแน่นที่สุดในโลก

ช่องแคบมะละกา คือทางน้ำแคบ ๆ ที่อยู่ระหว่างคาบสมุทรมลายู กับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวยยาวประมาณ 800-900 กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็น "ประตูเชื่อม" ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจของฝั่งตะวันตก เข้ากับฝั่งตะวันออก ในเชิงเศรษฐกิจ ช่องแคบนี้คือเส้นทางเดินเรือที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยในแต่ละปีมีเรือสินค้ามากกว่า 100,000 ลำแล่นผ่าน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของสินค้าที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และที่สำคัญที่สุดคือ "พลังงาน" เพราะนี่คือเส้นทางหลักที่ใช้ขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางเพื่อไปเลี้ยงเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออก หากทางน้ำนี้ถูกปิดกั้นเพียงไม่กี่วัน อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและน้ำมันทั่วโลกทันที

ความสำคัญของช่องแคบมะละกาสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศชายฝั่ง โดยเฉพาะสิงคโปร์ ที่ใช้ชัยภูมิอันยอดเยี่ยมบริเวณปากช่องแคบ พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการเดินเรือและท่าเรือที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการดูแลความปลอดภัยและการจัดการทรัพยากรในน่านน้ำนี้ร่วมกัน ท่ามกลางความสนใจของมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ที่ต่างต้องการมีอิทธิพลเหนือเส้นทางยุทธศาสตร์นี้

อย่างไรก็ตาม ความหนาแน่นของเรือบวกกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่บางจุดแคบเพียง 2.8 กิโลเมตร และมีความตื้นเขิน ทำให้ช่องแคบมะละกาเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเรือชนกัน ปัญหามลพิษทางทะเล และภัยจากโจรสลัดที่คอยดักปล้นเรือสินค้า ทำให้ประเทศรอบข้างต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่า "ทางหลวงทะเล" สายนี้จะยังคงเปิดกว้างสำหรับการค้าโลกอย่างยั่งยืน