กัมพูชาประณามไทยกรณีจัดกิจกรรมปราสาทตาควาย ยกเป็นละเมิดอธิปไตยและยกระดับความตึงเครียดชายแดน
กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เพื่อคัดค้านและประณามการกระทำของฝ่ายไทยบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยทางการกัมพูชาอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้อธิปไตยของตนอย่างสมบูรณ์ แถลงการณ์นี้มีขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนอยู่ระหว่างเยือนกัมพูชา ส่งผลให้สถานการณ์ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในระดับภูมิภาค
ชนวนเหตุจากกิจกรรมของรัฐมนตรีไทย
เหตุการณ์ความไม่พอใจในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่พลเอกอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปเป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้กล้าและกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์สำคัญ ณ อนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย ปราสาทตาควาย โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมร่วมในพิธีและร่วมเดินสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวสู่เนิน 350 ซึ่งกัมพูชามองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์แบบ "มัดมือชก" เพื่อแสดงสิทธิครอบครองเหนือพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว
ประเด็นคัดค้านหลักจากกัมพูชา
แถลงการณ์ของทางการกัมพูชาได้ระบุประเด็นคัดค้านอย่างเป็นทางการ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การเพิกเฉยต่อการประท้วง โดยกัมพูชาอ้างว่าได้ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังฝ่ายไทยแล้วถึง 3 ครั้ง ได้แก่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 13 เมษายน และครั้งล่าสุดวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้ไทยยุติการจัดกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่ แต่ฝ่ายไทยยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมสาธารณะและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ปราสาท
- ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดอธิปไตย ซึ่งกัมพูชามองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยเป็นการรุกล้ำบูรณภาพแห่งดินแดนและเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
- ความกังวลต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคงอยู่ของเจ้าหน้าที่ไทยในพื้นที่ ซึ่งกัมพูชามองว่าเป็นความพยายามสร้างข้อเท็จจริงบนพื้นที่เพื่อความได้เปรียบในอนาคต
บทบาทของจีนและผลกระทบต่อภูมิภาค
นอกจากประเด็นข้อพิพาทชายแดนแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ถูกจับตามองคือการเดินทางเยือนกัมพูชาของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับความขัดแย้งนี้ โดยนายหวัง อี้ ได้ร่วมเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ในรูปแบบ "2+2" เป็นครั้งแรก ณ กรุงพนมเปญ ซึ่งครอบคลุมประเด็นความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคง และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ามนุษย์และอาชญากรรมทางไซเบอร์
นักวิเคราะห์นานาชาติระบุว่า ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงอิทธิพลของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติทางการทหารและการทูต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจในภูมิภาค โดยนายหวัง อี้ มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทยต่อเนื่องในวันที่ 23-25 เมษายน เพื่อพบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าจีนอาจเข้ามามีบทบาทในฐานะตัวกลางหรือผู้สังเกตการณ์ต่อความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในเวลานี้



