สถานทูตสหรัฐฯ ย้ำผู้สมัครวีซ่าต้องตั้งค่าโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะ
สถานทูตสหรัฐฯ ย้ำผู้สมัครวีซ่าตั้งค่าโซเชียลสาธารณะ

สถานทูตสหรัฐฯ ย้ำผู้สมัครวีซ่าต้องตั้งค่าโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ได้ออกประกาศสำคัญผ่านทางเฟซบุ๊ก U.S. Embassy Bangkok โดยเน้นย้ำให้ผู้สมัครขอวีซ่าสหรัฐฯ ประเภทต่างๆ ปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดเป็นแบบสาธารณะ (Public) เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการยืนยันตัวตนและคุณสมบัติในการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา

รายละเอียดประเภทวีซ่าที่ได้รับผลกระทบ

ประกาศดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ผู้สมัครขอวีซ่าประเภท A-3, C-3 (เฉพาะกรณีที่เป็นลูกจ้างทำงานในบ้าน), G-5, H1-B, H-3, H-4 ซึ่งเป็นผู้ติดตามของ H-1B และ H-3, F, M, J, K-1, K-2, K-3, Q, R-1, R-2, S, T หรือ U ทุกท่านต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้อย่างเคร่งครัด

การตั้งค่าโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะถือเป็นขั้นตอนสำคัญ ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ซึ่งหากผู้สมัครไม่ดำเนินการตามที่กำหนด อาจส่งผลให้กระบวนการพิจารณาวีซ่าของท่านล่าช้าออกไปอย่างไม่จำเป็น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อผู้สมัครวีซ่า

การประกาศนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของสหรัฐอเมริกาในการตรวจสอบข้อมูลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการประเมินบุคคล

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • ผู้สมัครควรตรวจสอบและปรับการตั้งค่าบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมด เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม ให้เป็นแบบสาธารณะก่อนยื่นคำร้องขอวีซ่า
  • การไม่ปฏิบัติตามอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการอนุมัติวีซ่า หรือในบางกรณีอาจถูกปฏิเสธการขอวีซ่าได้
  • ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ทันที และผู้สมัครควรเตรียมความพร้อมให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สถานทูตสหรัฐฯ ยังได้เน้นย้ำว่า การตรวจสอบข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมาตรฐานเพื่อความมั่นคงของประเทศ และขอความร่วมมือจากผู้สมัครทุกท่านให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด