ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่าน 9 ลำ ทำลายฐานทัพเรือเกือบหมด
ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่าน 9 ลำ (02.03.2026)

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่าน 9 ลำ ทำลายฐานทัพเรือเกือบหมด

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารล่าสุดของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทำลายเรือรบของกองทัพเรืออิหร่านไปแล้วถึง 9 ลำ พร้อมกับทำลายฐานทัพเรือของอิหร่านไปเกือบทั้งหมด

ข้อความโพสต์ผ่าน Truth Social

นายทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า "ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่าเราได้ทำลายและจมเรือรบอิหร่านไป 9 ลำ บางลำมีขนาดใหญ่และสำคัญพอสมควร เรากำลังจัดการกับส่วนที่เหลือ - พวกมันจะไปลอยอยู่ก้นทะเลในไม่ช้าเช่นกัน!" นอกจากนี้ เขายังเสริมว่า "ในการโจมตีอีกจุดหนึ่ง เราได้ทำลายกองบัญชาการทหารเรือของพวกเขาไปเกือบทั้งหมด" และประชดประชันว่า "นอกเหนือจากนั้นแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาก็ยังคงสบายดีมากๆ!"

การยืนยันจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ออกมาประกาศยืนยันว่า ได้ทำลายกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 โดย CENTCOM ระบุว่า "อเมริกาเป็นเจ้าของกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ IRGC ไม่มีกองบัญชาการอีกต่อไปแล้ว" พร้อมกับชี้แจงว่า IRGC มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารชาวอเมริกันมากกว่า 1,000 คนในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา และการโจมตีครั้งนี้เป็นการจัดการกับ 'หัวงู' อย่างมีประสิทธิภาพ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความสำคัญของข่าว

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจากประธานาธิบดีทรัมป์และ CENTCOM สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง การโจมตีทางทหารในครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะกองทัพเรือและหน่วย IRGC ซึ่งเป็นกองกำลังสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ ข่าวนี้ยังเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองจากนานาชาติ เนื่องจากอาจนำไปสู่การตอบโต้หรือความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงต่างวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องปรามและลดทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน