ไทยเริ่มกระบวนการอพยพพลเมืองจากอิหร่านอย่างเป็นทางการ รอบแรก 7 มีนาคมนี้
กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เริ่มดำเนินการอพยพคนไทยที่อยู่ในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแล้ว โดยมีกำหนดการเดินทางรอบแรกในวันที่ 7 มีนาคม 2569 นี้ ตามข้อมูลจากคุณปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแถลงผ่านศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569
รายละเอียดการอพยพและจำนวนผู้ลงทะเบียน
สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเตหะรานจะนำคนไทยออกจากพื้นที่เป็น 2 รอบ โดยตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนทั้งสองรอบแล้วรวมทั้งสิ้น 138 คน ซึ่งประกอบด้วยทั้งนักศึกษาและแรงงาน ตามประกาศจากเพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน
- รอบแรก: ออกเดินทางวันที่ 7 มีนาคม 2569 โดยขอให้ลงทะเบียนภายในวันที่ 5 มีนาคม 2569
- รอบสอง: ออกเดินทางวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยขอให้ลงทะเบียนภายในวันที่ 8 มีนาคม 2569
กำหนดการเดินทางทั้งสองรอบจะออกจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานในเวลา 05.00 น. เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทาง
ความคืบหน้าในประเทศอื่นๆ และการยืนยันความปลอดภัย
นอกจากอิหร่านแล้ว ยังมีความคืบหน้าในการอพยพคนไทยจากประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางด้วย เช่น ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สถานทูตไทยในเมืองอาบูดาบีได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยที่ตกค้าง 63 คน เดินทางกลับประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2569 รวมถึงคณะนักเรียนครูและผู้ปกครอง 30 คน ที่กลับโดยสายการบินเอมิเรตส์ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน
สำหรับประเทศบาห์เรน สถานทูตไทยที่กรุงมานามาได้เตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทย โดยต้องผ่านไปทางประเทศซาอุดีอาระเบีย และได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยกลุ่มแรก 9 คน เดินทางเข้าไปในซาอุดีอาระเบียเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
ในส่วนของความปลอดภัย นาสเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้จัดการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เพื่อยืนยันว่า คนไทยยังปลอดภัยและยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศในการอพยพชาวไทยออกจากอิหร่าน
เส้นทางอพยพและบริบทความขัดแย้งในภูมิภาค
เอกอัครราชทูตอิหร่านยังได้เปิดเผยเส้นทางออกจากอิหร่านว่า นอกจากจะเดินทางจากกรุงเตหะรานข้ามไปยังตุรกีแล้ว ยังมีอีกเส้นทางคือออกไปทางอาร์เซอร์ไบจานได้เช่นกัน ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับการอพยพในรอบที่แล้วในช่วงการปะทะ 12 วันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล
ในการแถลงข่าวดังกล่าว เอกอัครราชทูตยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบในภูมิภาคด้วย โดยระบุว่า อิหร่านไม่มีเจตนาที่จะยืดเยื้อสงคราม แต่จำเป็นต้องปกป้องตนเองจนกว่าผู้รุกรานจะถูกหยุดยั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินอยู่
การวิเคราะห์สถานการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ
พลตรีพงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสในรายการออนไลน์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยประเมินว่าศักยภาพด้านอาวุธของอิหร่านอาจจะยื้อได้ราวๆ 3 สัปดาห์ เนื่องจากหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านถูกโจมตีทิ้งตั้งแต่วันแรกแล้ว ทำให้เหมือนการถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว
พลตรีพงศกรยังมองว่า การจะโค่นอิหร่านให้เบ็ดเสร็จในรอบนี้มีโอกาสเป็นไปได้ยาก แต่เชื่อว่าสหรัฐฯจะพยายามบั่นทอนศักยภาพของกองทัพปฏิวัติอิหร่านให้ได้มากที่สุด โดยไม่ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไป เนื่องจากเกรงการสูญเสียชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าจะไม่มีการสูญเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น
สถานการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อระดับโลกด้วย เช่น ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่อาจแพงขึ้นหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และผลสำรวจของซีเอ็นเอ็นที่พบว่าคนอเมริกัน 59% ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและผลกระทบกว้างขวางของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง



