พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารเมียนมาที่เพิ่งก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินประกาศใช้กฎอัยการศึกใน 60 อำเภอทั่วประเทศ วันนี้ (24 เมษายน) เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ที่ยังคงมีการสู้รบอย่างหนัก แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนตามที่ทางกองทัพกล่าวอ้างแล้วก็ตาม
รายละเอียดการประกาศกฎอัยการศึก
ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน เป็นต้นไป ครอบคลุมพื้นที่ในรัฐกะฉิ่น รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐชิน รัฐฉาน และรัฐยะไข่ รวมถึงภูมิภาคสะกาย มาเกวย และมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพเคยประกาศมาตรการจำกัดเวลาออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว มาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2564
การโอนอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ตามรายงานจากสื่อกระบอกเสียงของรัฐระบุว่า อำนาจบริหารและตุลาการทั้งหมดในพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก จะถูกโอนไปอยู่ในความดูแลของ พลเอก เย วิน อู ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ของเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยุติการก่อการร้ายด้วยอาวุธและฟื้นฟูหลักนิติธรรมให้กลับมาสู่ความสงบเรียบร้อย
ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของมิน อ่อง หล่าย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งแรกของ มิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่พรรคการเมืองที่หนุนหลังโดยกองทัพคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่าไม่เป็นธรรมและขาดความโปร่งใส
ปฏิกิริยาจากกลุ่มต่อต้าน
เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มต่อต้านหลายกลุ่ม รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์และกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ได้ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของ มิน อ่อง หล่าย โดยอ้างว่าขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำทหาร พื้นที่ที่ถูกประกาศกฎอัยการศึกยังรวมถึงเขตอิทธิพลของกลุ่มสำคัญ ได้แก่ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU), กองทัพอาระกัน (AA) และกองทัพเอกราชกะฉิ่น (KIA) นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงบางพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยทำข้อตกลงหยุดยิงกับกองทัพไปก่อนหน้านี้ด้วย
มุมมองจากนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์และอดีตนายทหารเมียนมาระบุว่า กลยุทธ์ของรัฐบาลทหารในขณะนี้คือการรุกทั้งสองทาง นั่นคือการยื่นข้อเสนอสันติภาพควบคู่ไปกับการใช้แรงกดดันทางทหารอย่างหนัก เพื่อกดดันให้ฝ่ายต่อต้านยอมจำนนหรือเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขของกองทัพ เมียนมายังคงติดอยู่ในวังวนความขัดแย้งนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 ที่โค่นล้มรัฐบาลของนางอองซานซูจี และส่งผลให้การประท้วงโดยสงบขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธทั่วประเทศในปัจจุบัน



