นิวยอร์กเผชิญคลื่นความเย็นรุนแรงยาวนานที่สุดในรอบ 60 ปี ส่งผลผู้เสียชีวิต 18 ราย
นครนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกากำลังประสบกับสภาพอากาศหนาวเย็นจัดอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสติดต่อกันถึง 13 วัน นับเป็นช่วงเวลาที่หนาวยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2506 เป็นต้นมา สถานการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย และทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินอากาศหนาวเย็นเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว
รายละเอียดของคลื่นความเย็นและผลกระทบ
นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เมืองเผชิญกับอุณหภูมิที่ 0 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่าตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นหนึ่งในคลื่นความเย็นที่รุนแรงและยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ มวลอากาศอาร์กติกได้พัดปกคลุมพื้นที่ ทำให้อุณหภูมิความรู้สึกจริงหรือวินด์ชิลล์ลดต่ำลงอย่างอันตราย เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและอาการบาดเจ็บจากความเย็นจัด
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า อุณหภูมิสูงสุดในช่วงนี้ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้สภาพอากาศโดยรวมเย็นยะเยือกและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย
มาตรการรับมือของทางการนิวยอร์ก
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากคลื่นความเย็น ทางการนิวยอร์กได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนหลายประการ ได้แก่
- ผ่อนปรนนโยบายรับผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเข้าศูนย์พักพิง ทำให้มีผู้เข้ารับการคุ้มครองแล้วประมาณ 1,400 คน
- เพิ่มห้องพักโรงแรมอีก 64 ห้อง เพื่อรองรับผู้ที่ต้องการที่พักชั่วคราว
- ส่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามเพิ่มอย่างน้อย 150 คน ออกดูแลผู้เปราะบางตามท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ
นอกจากนี้ หน่วยงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของนครนิวยอร์กยังเตือนว่า แม้อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นบ้าง แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหิมะและน้ำแข็งที่ละลายอาจร่วงหล่นจากอาคารสูง รวมถึงพื้นถนนและทางเท้าที่อาจกลับมาเป็นน้ำแข็งอีกครั้งในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
สถานการณ์ในปัจจุบันและความกังวล
คลื่นความเย็นนี้ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 18 ราย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินอากาศหนาวเย็นตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม เพื่อเตรียมความพร้อมและแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังภัยจากสภาพอากาศที่รุนแรง
สถานการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในวิกฤตสภาพอากาศที่สำคัญของนิวยอร์กในยุคปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีมาตรการป้องกันและรับมือที่เข้มแข็งสำหรับภัยธรรมชาติประเภทนี้ในอนาคต