6 ประเทศมหาอำนาจประณามอิหร่านหลังโจมตีเรือพาณิชย์-โครงสร้างพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย
6 ประเทศประณามอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์-พลังงานในอ่าวเปอร์เซีย (20.03.2026)

6 ประเทศชั้นนำของโลกออกแถลงการณ์ร่วมประณามอิหร่าน หลังโจมตีเรือพาณิชย์และโครงสร้างพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เว็บไซต์สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้เปิดเผยแถลงการณ์ร่วมของผู้นำ 6 ประเทศชั้นนำของโลก ซึ่งประกอบด้วย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น โดยแถลงการณ์ดังกล่าวได้ประณามการกระทำของอิหร่านอย่างรุนแรง หลังมีการโจมตีเรือพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงความพยายามปิดกั้นเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ความกังวลต่อการยกระดับความรุนแรงและเรียกร้องให้ยุติการคุกคามทันที

แถลงการณ์ระบุว่า ผู้นำทั้ง 6 ประเทศมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการยกระดับความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยุติการข่มขู่ การวางทุ่นระเบิดทางทะเล รวมถึงการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีทันที นอกจากนี้ ผู้นำยังเน้นย้ำให้อิหร่านปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด โดยชี้ว่า "เสรีภาพในการเดินเรือ" เป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล

การกระทำของอิหร่านในครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากการรบกวนเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าโลกถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ผู้นำทั้ง 6 ประเทศจึงเรียกร้องให้ยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น แหล่งน้ำมันและก๊าซ โดยทันที พร้อมแสดงความพร้อมในการสนับสนุนความพยายามเพื่อให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปอย่างปลอดภัย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการสนับสนุนและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบรรเทาผลกระทบ

ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศดังกล่าวยังสนับสนุนการตัดสินใจขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ในการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกที่กำลังผันผวน นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุว่าจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติม เช่น การร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตในการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงาน และมีแผนให้การสนับสนุนประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดผ่านกลไกของสหประชาชาติและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและความไม่มั่นคงในภูมิภาค

แถลงการณ์ปิดท้ายด้วยการย้ำว่า ความมั่นคงทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศในโลก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และร่วมกันรักษาหลักการพื้นฐานของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของโลกอย่างยั่งยืน