อิหร่านเผยยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 555 ศพ หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี กระทบ 131 เมือง
สภากาชาดอิหร่าน เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า มีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศอย่างน้อย 555 คน ในช่วงสองวันแรกของการโจมตีจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยปฏิบัติการดังกล่าวได้แผ่ขยายวงกว้างไปถึง 131 เมืองทั่วประเทศอิหร่าน ส่งผลให้มีชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งกลุ่มผู้นำ เจ้าหน้าที่ทหาร และพลเรือน เนื่องจากเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายหลายจุดพร้อมกัน
ซาอุดีอาระเบียเผชิญเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า เกิดเหตุไฟไหม้ภายในพื้นที่ของโรงกลั่นน้ำมัน "ราสทานูรา" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งอ่าวอาหรับ หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรน 2 ลำ โดยกองทัพซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดกั้นโดรนดังกล่าวไว้ได้ แต่เศษซากของโดรนทำให้เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สงบลงแล้ว
โรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตสูงถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน และยังเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทางการซาอุดีอาระเบียต้องสั่งระงับการดำเนินงานในบางหน่วยผลิตชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันในตลาดท้องถิ่น
นักวิเคราะห์ชี้การโจมตียกระดับความตึงเครียด
นายทอร์บยอร์น โซลต์เวดต์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Verisk Maplecroft ระบุว่าการโจมตีโรงกลั่นราสทานูราเป็นการยกระดับความตึงเครียดที่สำคัญมาก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวอาหรับกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงของอิหร่านไปแล้ว
เหตุการณ์นี้มีแนวโน้มจะผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเพื่อตอบโต้กลุ่มอิหร่านอย่างเต็มตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ซาอุดีอาระเบียเคยถูกกลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง เช่นในปี 2019 และ 2022
ซาอุดีอาระเบียประณามอิหร่านอย่างรุนแรง
รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ออกมาประณามอิหร่านอย่างรุนแรงตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ หลังจากอิหร่านเริ่มเล็งเป้าโจมตีกรุงริยาดและพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ โดยซาอุดีอาระเบียย้ำชัดว่า "ขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องตนเอง" ซึ่งรวมถึงมาตรการตอบโต้ทางการทหารหากจำเป็น ท่ามกลางสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบทั่วภูมิภาค
การโจมตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารที่กว้างขวางมากขึ้นในอนาคต



