วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาได้ลงมติปฏิเสธมาตรการที่มุ่งจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้แล้ว โดยการลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่น แม้จะมีมาตรการหยุดยิงเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569
ผลการลงมติและความขัดแย้งทางการเมือง
สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนน 46 เสียงต่อ 51 เสียง เพื่อปฏิเสธมาตรการดังกล่าว ซึ่งระบุว่ารัฐบาลต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการดำเนินการทางทหารใดๆ ในอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การแบ่งฝ่ายและแนวโน้มในอนาคต
ที่น่าสนใจคือ สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต ได้ลงมติร่วมกับฝั่งรีพับลิกันในการปฏิเสธมาตรการนี้ ขณะที่ สว. แรนด์ พอล จากพรรครีพับลิกัน กลับลงคะแนนเห็นชอบร่วมกับฝั่งเดโมแครต สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรคการเมือง
สว. ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยจากพรรคเดโมแครตประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคเดโมแครตจะผลักดันให้มีการลงมติเรื่องการจำกัดอำนาจการทำสงครามเช่นนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อกดดันฝ่ายบริหาร
ท่าทีของพรรครีพับลิกันและความเป็นไปได้
ด้านสว. ฝั่งรีพับลิกันบางส่วน เช่น สว. ธอม ทิลลิส และ สว. ลิซา เมอร์คาวสกี ระบุว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงมติมอบอำนาจการใช้กำลังทางทหาร หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงวันที่ 60 ขณะที่แกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว หากความขัดแย้งยังไม่สงบลงหลังจากผ่านไป 90 วัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงเรื่องการลงมติมอบอำนาจดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สว.จอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากจากพรรครีพับลิกันตอบเพียงว่า “ผมยังไม่เห็นว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นในตอนนี้” แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในกระบวนการทางการเมือง
การปฏิเสธมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสูง และอาจส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในระยะยาว โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและความมั่นคงระดับโลก



