กระทรวงการต่างประเทศติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด เผยคนไทยแจ้งขอกลับประเทศแล้ว 49 คน
กต. ติดตามตะวันออกกลาง คนไทยแจ้งขอกลับ 49 คน (01.03.2026)

กระทรวงการต่างประเทศติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หรือ War Room ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงและสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในแต่ละประเทศ

สถานการณ์โดยรวมและจำนวนคนไทยในพื้นที่

ที่ประชุมรับทราบว่า ปัจจุบันมีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมประมาณ 110,000 คน และในภาพรวมยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับผลกระทบรุนแรงจากความขัดแย้ง สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ได้ประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศทางการจากรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ รวมถึงแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของสถานทูต

นอกจากนี้ ยังได้ให้คำแนะนำคนไทยที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงให้เร่งเดินทางออกจากพื้นที่หรือพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในส่วนของแผนอพยพคนไทย ซึ่งอาจมีโอกาสประสานกับประเทศอื่น ๆ หรือองค์การระหว่างประเทศที่กำลังเตรียมแผนอพยพของตนเช่นกัน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การแจ้งความประสงค์เดินทางกลับของคนไทย

สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้เปิดให้คนไทยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับไทย โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้านเพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกการอพยพคนไทยออกนอกประเทศหากมีความจำเป็น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า คนไทยในอิหร่านแจ้งขอเดินทางกลับแล้ว 29 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานและนักศึกษา ในขณะที่ อิสราเอลมีคนไทยแจ้งความประสงค์กลับ 20 คน จากจำนวนคนไทยทั้งหมดประมาณ 65,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร

สถานการณ์การสู้รบและความอ่อนไหว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากอิสราเอลได้เริ่มโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะรานและเมืองต่าง ๆ ทั่วอิหร่าน เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ต่อด้วยการปฏิบัติการโจมตีทางทหารโดยสหรัฐ และในวันเดียวกันนั้นเอง อิหร่านได้โจมตีทางทหารเพื่อตอบโต้โดยยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศของสหรัฐในหลายประเทศ

รวมถึงบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และพื้นที่บางส่วนของอิรัก โดยเอกอัครราชทูตไทยในเมืองต่าง ๆ รายงานว่าคนไทยในพื้นที่ปลอดภัยดีในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความอ่อนไหวสูงและการสู้รบยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ท่าทีของไทยและแผนการช่วยเหลือ

กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ท่าที โดยยืนยัน 3 ประการ คือ ไทยติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่ง เรียกร้องทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และเรียกร้องให้มีการแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเจรจาทางการทูต

พร้อมกันนี้ ได้จัดตั้ง War Room กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์คนไทย รวมทั้งตั้งศูนย์ประสานงาน 24 ชั่วโมงที่สถานกงสุลเพื่อให้ความช่วยเหลือ

การชี้แจงกรณีการบินไทยและนักท่องเที่ยวตกค้าง

เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวใช้การบินไทยขนส่งชิ้นส่วนอาวุธไปยังอิสราเอล นายปาณิดล กล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นกรณีของออสเตรเลีย และการบินไทยได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีแน่นอน พร้อมยืนยันเชื่อมั่นว่าการบินไทยปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎระเบียบสากลอย่างเคร่งครัด

สำหรับนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่ติดค้างในไทย กระทรวงการต่างประเทศจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือในที่ประชุมวันที่ 2 มีนาคม โดยอ้างอิงจากกรณีรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้อำนวยความสะดวกและยืดหยุ่นกฎระเบียบ

กระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป และเตรียมแผนรองรับที่เหมาะสมตามพัฒนาการของสถานการณ์ เพื่อดูแลคนไทยและนักท่องเที่ยวให้ปลอดภัยสูงสุด