สหรัฐฯเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงปลายฤดูหนาว ทุบสถิติอุณหภูมิ 43.3 องศาเซลเซียส
คลื่นความร้อนสหรัฐฯทุบสถิติ 43.3 องศา ปลายฤดูหนาว

สหรัฐฯเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงผิดฤดู ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเดือนมีนาคม

ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกากำลังประสบกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงอย่างน่าตกใจ แม้จะยังอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว โดยอุณหภูมิได้พุ่งสูงขึ้นจนทำลายสถิติเดิมในหลายพื้นที่ สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ประกาศเตือนภัยและสถิติอุณหภูมิที่ถูกทำลาย

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศเตือนภัยความร้อนในหลายพื้นที่ของแคลิฟอร์เนียตอนใต้และรัฐแอริโซนา พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในพื้นที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ และดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันโรคลมแดด

รายงานระบุว่าในวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา พื้นที่ทะเลทรายในรัฐแอริโซนาวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 43.3 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกในเดือนมีนาคมของสหรัฐอเมริกา ทำลายสถิติเดิมที่ 42.2 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐเท็กซัสเมื่อปี 2497

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบในพื้นที่อื่นและคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ หลายพื้นที่ในรัฐแคลิฟอร์เนียก็มีอุณหภูมิแตะระดับ 42.2 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกัน รวมถึงเมืองแคเธดรัล ซิตี ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวทะเลทรายปาล์มสปริงส์ และเมืองเทอร์มอลทางตะวันออกเฉียงเหนือของซานดิเอโก ส่วนนครลาสเวกัสมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เพิ่งตั้งไว้ก่อนหน้าเพียงวันเดียว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นักอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า อุณหภูมิที่เกิดขึ้นนี้สูงกว่าค่าปกติอย่างมากและถือเป็นคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ครั้งแรกของปี ซึ่งเกิดขึ้นหลังช่วงอากาศเย็น ทำให้ประชาชนยังไม่ทันปรับตัว โดยในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง และคลื่นความร้อนลักษณะนี้เป็นสัญญาณชัดเจนของภาวะโลกร้อน ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสถิติอุณหภูมิอาจยังคงถูกทำลายต่อเนื่องในระยะต่อไป ท่ามกลางแนวโน้มสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ