ญี่ปุ่นประกาศใช้คำเรียกใหม่ 'โคคุโชบิ' สำหรับวันที่ร้อนแตะ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป
ญี่ปุ่นประกาศคำใหม่ 'โคคุโชบิ' สำหรับวันที่ร้อนแตะ 40 องศา (18.04.2026)

ญี่ปุ่นประกาศใช้คำเรียกใหม่ 'โคคุโชบิ' สำหรับวันที่ร้อนแตะ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้เปิดเผยคำเรียกใหม่อย่างเป็นทางการสำหรับวันที่อุณหภูมิแตะระดับ 40 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า โดยใช้คำว่า 'โคคุโชบิ' ซึ่งสื่อญี่ปุ่นและต่างประเทศแปลความหมายว่า 'วันร้อนโหด' 'วันร้อนทรมาน' หรือ 'วันร้อนรุนแรง' การประกาศนี้มีขึ้นหลังจากประเทศเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา

ที่มาของคำเรียกใหม่และความหมาย

คำว่า 'โคคุโชบิ' นี้ได้รับความนิยมสูงสุดจากการสำรวจความคิดเห็นออนไลน์ทั่วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมากถึงประมาณ 478,000 คนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา โดยให้เลือกจากตัวเลือกทั้งหมด 13 คำ คำว่า 'โคคุ' มีความหมายว่า โหดร้าย รุนแรง หรือทรมาน ซึ่งสะท้อนสภาพอากาศร้อนจัดที่ประชาชนต้องเผชิญมากขึ้นในช่วงหลายปีหลัง

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นมีคำเรียกวันที่อากาศร้อนหลายระดับอยู่แล้ว เช่น วันที่อุณหภูมิเกิน 25 องศาเซลเซียส 30 องศาเซลเซียส และ 35 องศาเซลเซียส แต่ยังไม่เคยมีคำเฉพาะสำหรับวันที่ร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียส การตั้งคำใหม่นี้มีขึ้นหลังปี 2568 ซึ่งญี่ปุ่นเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2441 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศสูงกว่าค่าปกติถึง 2.36 องศาเซลเซียส

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สถิติและผลกระทบจากคลื่นความร้อน

ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีวันที่อุณหภูมิแตะเกิน 40 องศาเซลเซียสรวม 9 วัน และทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 41.8 องศาเซลเซียส ในเมืองอิเซซากิ ขณะเดียวกัน หลายเมืองใหญ่เผชิญอากาศร้อนหนักเช่นกัน โดยกรุงโตเกียวมีวันที่อุณหภูมิเกิน 35 องศาเซลเซียสถึง 25 วัน จากค่าเฉลี่ยปกติเพียง 4.5 วัน ส่วนเมืองเกียวโตมีถึง 52 วัน จากค่าเฉลี่ยเดิม 18.5 วัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมปีนี้ ญี่ปุ่นมีโอกาสสูงที่จะเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติอีกครั้ง ซึ่งทางด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า คลื่นความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นทั่วโลก จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน

การประกาศใช้คำเรียกใหม่นี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางอุตุนิยมวิทยา แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความรุนแรงของสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชนในระยะยาว