ศบก.เผยสถานการณ์ปะทะในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง
วันนี้ (9 มีนาคม 2569) นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงสถานการณ์ประจำวัน โดยชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
มีการแลกเปลี่ยนโจมตีด้วยขีปนาวุธในหลายประเทศ เช่น อิหร่าน อิสราเอล คูเวต และเลบานอน โดยยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายจะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง
นายปาณิดล เปิดเผยว่า ขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงเรียบร้อยแล้วทั้งหมด 322 คน สำหรับการอพยพผู้โดยสาร สายการบินการ์ตาได้เริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง
เมื่อวานนี้ (9 มีนาคม) มีการทำการบินเส้นทางกรุงเทพ-โดฮาเป็นครั้งแรก เพื่ออพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง และกำลังติดตามความเป็นไปได้ในการเปิดเส้นทางโดฮา-กรุงเทพ เพื่อนำผู้โดยสารกลับมายังประเทศไทย
ในส่วนของคนไทยในพื้นที่อิหร่าน กลุ่มแรกจำนวน 29 คน จากเตหะราน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา และจะมีคนไทยชุดเดียวกันเดินทางกลับมาเพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้ (10 มีนาคม) ช่วงเช้า จำนวน 23 คน
นอกจากนี้ ยังมีคนไทยกลุ่มถัดไปที่กำลังเดินทางออกจากอิหร่านมายังตุรกี ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
นายปาณิดล ยังได้เน้นย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ดังนั้นจึงขอให้คนไทยพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และแจ้งข้อมูลที่อยู่ติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตที่อยู่ในความรับผิดชอบ
มาตรการดูแลจากกระทรวงแรงงานสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมทั้งสิ้น 67,043 คน
โดยมีแรงงานไทยที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 941 คน แต่ขณะนี้มีแรงงานไทยที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเพียง 1 คน ซึ่งเดินทางกลับเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา
สำหรับแรงงานไทยที่ยังอยู่ระหว่างการรอเดินทางกลับนั้น พบว่ามีแรงงานจากประเทศอิหร่านจำนวน 41 คน ซึ่งมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 มีนาคมนี้ ขณะที่แรงงานไทยจากประเทศซาอุดีอาระเบียจำนวน 205 คน และจากประเทศอิสราเอลจำนวน 23 คน ยังคงอยู่ระหว่างการรอกำหนดการเดินทางกลับ
ภายหลังจากที่แรงงานไทยเดินทางกลับถึงประเทศไทย กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการดูแลแรงงานไว้หลายด้าน ดังนี้
- จัดเจ้าหน้าที่ไปรอรับแรงงานที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง พร้อมอำนวยความสะดวกและรับแจ้งความประสงค์ผ่านระบบลงทะเบียนและ QR Code
- ให้แรงงานแจ้งข้อมูลความต้องการของตนเอง เช่น ความประสงค์ที่จะหางานทำในประเทศไทย หรือต้องการเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศอีกครั้ง รวมถึงผู้ที่ต้องการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติม
- ประสานหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เช่น กรมการจัดหางานสำหรับการหางานหรือเดินทางกลับไปทำงานต่างประเทศ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานสำหรับการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะ
สิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานไทยในต่างประเทศ
นายสันติ ยังได้ระบุถึงสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศ โดยในกรณีที่ประเทศที่แรงงานทำงานอยู่มีการประกาศภาวะสงคราม แรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ ดังนี้
- กรณีเดินทางกลับประเทศเนื่องจากภาวะสงคราม: ได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท
- กรณีทุพพลภาพ: ได้รับเงินสงเคราะห์จำนวน 30,000 บาท
- กรณีเสียชีวิต: ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์จำนวน 40,000 บาท
- กรณีมีการจัดการศพในต่างประเทศ: ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกินรายละ 40,000 บาท
แรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนและต้องเดินทางกลับจากสถานการณ์ดังกล่าวสามารถติดต่อขอรับสิทธิได้ที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ
มาตรการดูแลครอบครัวและแอปพลิเคชัน Smart TOEA
กระทรวงแรงงานยังได้ดำเนินมาตรการดูแลครอบครัวของแรงงานไทยในประเทศไทย โดยมอบหมายให้แรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่ให้ข้อมูลข่าวสารและสร้างความเข้าใจแก่ครอบครัวแรงงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ยังมีการประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศอัปเดตแอปพลิเคชัน Smart TOEA ซึ่งแรงงานต้องติดตั้งก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ
ในบางกรณีที่แอปพลิเคชันอาจไม่ได้รับการอัปเดต เจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือให้ครอบครัวในประเทศไทยช่วยแจ้งให้ญาติที่ทำงานอยู่ต่างประเทศอัปเดตหรือสแกน QR Code เพื่อติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด
เพื่อให้กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถส่งข้อมูลข่าวสารหรือแจ้งเตือนในกรณีฉุกเฉินไปถึงแรงงานได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งแรงงานยังสามารถใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวส่งข้อความขอความช่วยเหลือกลับมายังหน่วยงานภาครัฐได้โดยตรง
นายสันติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยประจำภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวน 3 แห่ง ซึ่งทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ให้แก่แรงงานไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง



