เกาหลีใต้เตรียมฟื้นระบบเพดานราคาน้ำมันครั้งแรกในรอบ 30 ปี รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณานำระบบเพดานราคาน้ำมันกลับมาใช้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เพื่อยับยั้งราคาน้ำมันในประเทศที่พุ่งสูง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก
มาตรการฉุกเฉินรับมือวิกฤตพลังงาน
วันนี้ (9 มีนาคม 2569) รัฐบาลเกาหลีใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอี แจมยอง ได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยพิจารณานำ "ระบบกำหนดเพดานราคาน้ำมันสูงสุด" กลับมาบังคับใช้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997 เพื่อให้มั่นใจว่าราคาน้ำมันในประเทศจะไม่พุ่งสูงจนกระทบต่อเสถียรภาพการใช้ชีวิตของประชาชน
ต้นเหตุของวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางกรุงเตหะรานตอบโต้ด้วยการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก
ผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้
ข้อมูลจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่างโกลด์แมน แซกส์ ระบุว่าการปิดกั้นดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทลายกำแพง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่กี่วัน และอาจพุ่งไปถึง 150 เหรียญสหรัฐ หากสถานการณ์ยังไม่มีข้อยุติ สำหรับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ผลกระทบนี้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลล่าสุดจากบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเกาหลี (KNOC) ระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในกรุงโซลพุ่งสูงเกิน 1,900 วอน หรือ 41 บาทต่อลิตรเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปถึง 2,000 วอนในเร็ว ๆ นี้ (ประมาณ 43 บาท) หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย
การเตรียมความพร้อมของรัฐบาล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คิม จุงกวาน ได้เรียกประชุมด่วนกับตัวแทนจาก 4 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศ ได้แก่ SK Energy, GS Caltex, S-Oil และ HD Hyundai Oil Bank เพื่อขอความร่วมมือในการชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันเกินกว่าเหตุ รัฐบาลได้ใช้อำนาจตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจน้ำมันและเชื้อเพลิงทางเลือก ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีในการกำหนดราคาขายสูงสุดเมื่อราคาตลาดมีความผันผวนอย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจชาติ
กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการบังคับใช้มานานนับตั้งแต่เกาหลีใต้ดำเนินการเปิดเสรีราคาน้ำมันในปี 1997 แต่ด้วยวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงเกินความคาดหมายในขณะนี้ ทำให้ประธานาธิบดีอี แจมยอง สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมรายละเอียดการกำหนดเพดานราคา โดยแบ่งตามภูมิภาคและประเภทเชื้อเพลิงทันที พร้อมเตือนว่ารัฐบาลจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อความพยายามใด ๆ ในการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดราคาหรือกักตุนเชื้อเพลิง
งบประมาณสำรองและความท้าทาย
กระทรวงวางแผนและงบประมาณเกาหลีใต้เปิดเผยว่ารัฐบาลได้เตรียมงบประมาณสำรองประจำปี 2569 ไว้ราว 4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 86,323 ล้านบาท) โดยในจำนวนนี้มีงบประมาณสูงสุดถึง 800,000 ล้านวอน (ประมาณ 17,264 ล้านบาท) ที่สามารถนำมาใช้ในการชดเชยความสูญเสียให้แก่ผู้นำเข้าน้ำมันและผู้ค้าปลีกน้ำมันภายใต้ระบบเพดานราคา
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อไปมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ งบประมาณส่วนนี้อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากข้อมูลการบริโภคน้ำมันในประเทศปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 108.95 ล้านลิตรต่อวัน หากรัฐบาลต้องชดเชยเพียง 100 วอนต่อลิตร จะต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึง 10,900 ล้านวอนต่อวัน หรือ 235 ล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญจึงคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจต้องพิจารณาจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อประคองเสถียรภาพค่าครองชีพประชาชน
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและมาตรการอื่น ๆ
ผลกระทบจากความตึงเครียดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคพลังงาน แต่ยังลุกลามไปยังตลาดการเงิน ดัชนี KOSPI ปิดลบกว่าร้อยละ 6 ในวันเดียวจากการตื่นตระหนกของนักลงทุน ขณะที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเข้าใกล้ระดับ 1,500 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพการนำเข้าสินค้าอื่น ๆ
เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้บรรลุข้อตกลงในการจัดหาน้ำมันดิบมากกว่า 6,000,000 บาร์เรลจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกำลังพิจารณาเจรจากับภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงการดึงน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ซึ่งเกาหลีใต้มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานได้นานถึง 208 วัน
บทวิเคราะห์และแนวโน้มในอนาคต
ในอดีต เกาหลีใต้เคยเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันมาหลายระลอก ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 รัฐบาลเคยดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด และได้เริ่มโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ข้อมูลจาก Korea Power Exchange ระบุว่าในปี 2530 เกาหลีใต้มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถึง 8 แห่งที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณความต้องการทั้งประเทศ
บทวิเคราะห์และแนวโน้มในอนาคตของเกาหลีใต้ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชี้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางในครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการบริหารจัดการวิกฤตระดับโลกที่ซ้อนทับกัน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากต้นทุนพลังงาน และความเสี่ยงในการชะลอตัวของการเติบโตของ GDP ซึ่งในปีที่แล้วขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1
การตัดสินใจใช้ระบบเพดานราคาน้ำมัน อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหา "ศีลธรรมวิบัติ" ในหมู่ผู้ประกอบการน้ำมันที่อาจลดความพยายามในการจัดหาพลังงานราคาถูก หากรู้ว่ารัฐบาลจะเข้ามาอุดหนุนความเสียหายให้เสมอ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินวอนเกาหลีใต้ยังเป็นปัจจัยซ้ำเติม เพราะจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบแพงขึ้นไปอีก แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะคงที่ก็ตาม
ธนาคารกลางเกาหลี (BoK) จึงต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจด้านนโยบายดอกเบี้ย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการพยุงเศรษฐกิจและการควบคุมเงินเฟ้อ รัฐมนตรีคิม จุงกวาน กล่าวทิ้งท้ายว่าจะไม่ยอมให้ภาระจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางถูกผลักไปที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว และหากพบการเอารัดเอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด



