ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาวหลังเยือนจีน 3 วัน ชี้ประสบความสำเร็จ
ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาวหลังเยือนจีน 3 วัน

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาวหลังเยือนจีน 3 วัน ชี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เดินทางกลับถึงทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เรียบร้อยแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการพบปะหารือระดับสูงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความตึงเครียดในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การค้า เทคโนโลยี ปัญหาไต้หวัน และสงครามอิหร่าน

ทรัมป์ชี้การเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

ทรัมป์ระบุว่า การเยือนจีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าในการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจของโลก แม้ยังคงมีความเห็นต่างในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไต้หวัน ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เตือนทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน อาจนำไปสู่การปะทะหรือความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ หากบริหารจัดการผิดพลาด

ประเด็นไต้หวันยังเป็นจุดอ่อนไหว

หลังเสร็จสิ้นการหารือ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าแผนขายอาวุธล็อตใหญ่ของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันหรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่จีนคัดค้านมาโดยตลอด การตัดสินใจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

บทบาทจีนในสงครามอิหร่าน

ส่วนประเด็นสงครามอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่า สี จิ้นผิง แสดงความต้องการให้จีนมีบทบาทช่วยผลักดันการเจรจายุติสงคราม และสนับสนุนการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานทั่วโลก นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ผู้นำจีนยืนยันกับเขาว่า จีนจะไม่จัดส่งอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ทางทหารให้อิหร่าน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ชี้ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ยังดำรงอยู่

แม้ทั้งสองฝ่ายพยายามส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องไต้หวัน เทคโนโลยีขั้นสูง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ของความสัมพันธ์สองประเทศในระยะต่อไป

ที่มา: AP