นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภาพรวมการลงทะเบียนโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยพบว่าในช่วง 2 ชั่วโมงแรกมีผู้ให้ความสนใจลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก โดย 30 นาทีแรกมียอดลงทะเบียนสูงถึง 10 ล้านคน และเมื่อเวลา 14.00 น. ยอดรวมอยู่ที่ 23,200,000 คน พร้อมเชื่อมั่นว่าเป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ์นั้นเพียงพอต่อประชาชน เนื่องจากประชากรไทยที่มีอายุเกิน 18 ปีมีประมาณ 53 ล้านคน
ความครอบคลุมของโครงการ
เมื่อรวมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการนี้เข้าด้วยกันจะครอบคลุมคนถึง 43 ล้านคน ส่วนอีก 10 ล้านคนที่เหลือมักเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการรัฐอยู่แล้ว ประกอบกับสถิติโครงการลักษณะนี้ในอดีตมียอดสูงสุดที่ 28 ล้านคน
ความชัดเจนเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติ
สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องความล่าช้าในการตรวจสอบคุณสมบัติ ยืนยันว่า สำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการและต้องรอผลตรวจสอบ 3 วัน สิทธิ์ของท่านจะถูกนับรวมไปในยอดลงทะเบียนตั้งแต่วันแรกแล้ว หากตรวจสอบผ่านก็จะได้รับสิทธิ์ทันที ไม่มีการถูกตัดสิทธิ์เพราะเต็มก่อนอย่างแน่นอน โดยโครงการจะเปิดรับลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ แต่คาดว่ายอดจะเริ่มนิ่งหลังจากผ่านช่วงวันแรกไป
ร้านค้าเดิมต้องยืนยันอีกครั้ง
นายลวรณยังได้ฝากประชาสัมพันธ์ถึงกลุ่มร้านค้าเดิม ประมาณ 1 ล้านราย ว่าจะต้องเข้ามายืนยันตัวตนในระบบอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้มียืนยันแล้วประมาณ 400,000 ร้านค้า ยังเหลืออีกกว่า 500,000 ร้านค้า ที่ต้องดำเนินการ ส่วนร้านค้าใหม่สามารถติดต่อสมัครได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทยเพื่อเตรียมความพร้อมเริ่มโครงการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้
ระบบถุงเงินและ AI
อย่างไรก็ดี ในแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" รอบนี้จะมีการนำระบบ AI มาช่วยในการบริหารจัดการข้อมูล ปรับปรุงต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้นในอนาคต พร้อมยืนยันการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าว่าระบบการจ่ายเงินจะยังคงเป็นไปตามเดิมเหมือนโครงการที่ผ่านมา โดยร้านค้าในโครงการสามารถรับเงินผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ขอให้ร้านค้ามั่นใจและไม่ต้องกังวลในส่วนนี้ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยให้ประชาชนก้าวข้ามวิกฤตพลังงานไปได้
ยอดลงทะเบียนวันแรกทุบสถิติ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือ 60/40 ในวันแรกได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของการเปิดระบบตั้งแต่เวลา 6.00 น. มีผู้เข้าลงทะเบียนสูงถึง 10 ล้านราย ซึ่งทำสถิติใหม่ด้วยยอดผู้เข้าใช้งานสูงสุดถึง 7 แสนรายต่อวินาทีในช่วงเวลา 6.05 น. และ 6.15 น. สูงกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีตที่เคยทำสถิติไว้ที่ 3 แสนรายต่อวินาที
การแก้ไขปัญหาระบบหน่วง
ทั้งนี้ แม้ระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังจะมีอาการหน่วงในช่วงแรกประมาณ 6 นาที แต่ทางธนาคารกรุงไทยได้เตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี ทำให้ระบบกลับมาใช้งานได้ตามปกติในเวลาอันรวดเร็ว
กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายวินิจชี้แจงว่า กลุ่มดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเข้ามาลงทะเบียนในโครงการไทยช่วยไทยพลัสแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลได้ปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือรายจ่ายประจำเดือนจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาท ซึ่งจะเริ่มโอนเข้าบัตรตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป โดยผู้ถือบัตรสามารถใช้จ่ายได้ตามเงื่อนไขเดิมโดยไม่ต้องออกเงินส่วนร่วมเหมือนโครงการ 60/40 ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จัดทำขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพและพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและปัญหาเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนในอดีต
ปัญหาที่พบในการลงทะเบียนวันแรก
ส่วนปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในการลงทะเบียนวันแรกนั้น เกิดจากการที่ประชาชนบางส่วนมีการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ลบแอปพลิเคชันไปแล้ว หรือลืมรหัสผ่าน ทำให้ต้องมีการยืนยันตัวตนใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานงานกับธนาคารต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ พร้อมเน้นย้ำกับประชาชนว่าแม้จะต้องรอยืนยันตัวตนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน แต่ยืนยันว่า ได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการ พร้อมคาดว่า 30 ล้านสิทธิ์จะครอบคลุมปากท้องและความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแน่นอน
การลงทะเบียนร้านค้าและฟู้ดเดลิเวอรี
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้เชิญชวนให้ผู้ประกอบการร้านค้าเข้ามาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม โดยขณะนี้มีร้านค้ายืนยันสิทธิ์แล้วกว่า 9.77 แสนราย และคาดว่าจะทะลุ 1 ล้านรายในเร็วๆ นี้ ซึ่งร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนแบบเบ็ดเสร็จได้ในครั้งเดียวผ่านการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ระยะเวลาการยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ขึ้นอยู่กับประเภทของร้านค้า นอกจากนี้ โครงการยังได้ขยายความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีทุกแห่ง โดยร้านค้าจะเริ่มผูกระบบกับแพลตฟอร์มได้ในวันที่ 10 มิถุนายน และเปิดให้ประชาชนเริ่มสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งร้านค้าที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่สามารถเลือกได้เพียงแค่ 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น
การป้องกันการทุจริต
สำหรับความเข้มงวดในการตรวจสอบการทุจริต โดยระบุว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกและดำเนินคดีอาญาให้ถึงที่สุดกับผู้กระทำผิด ซึ่งในโครงการคนละครึ่งพลัส รอบที่ผ่านมามีการส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำเนินคดีไปแล้วประมาณ 300 ราย เพื่อป้องกันการฉวยโอกาส
ภาษีร้านค้าขนาดเล็ก
ส่วนความกังวลเรื่องการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังของกลุ่มร้านค้าขนาดเล็กนั้น นายวินิจยืนยันว่าไม่ต้องกังวลใจ เนื่องจากเสียภาษีจากผลกำไร และร้านค้าขนาดเล็กส่วนใหญ่มีรายได้สุทธิเฉลี่ยทั้งปีไม่เกิน 1,800,000 บาท ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว พร้อมแนะนำให้ประชาชนที่ยังใช้บัตรประชาชนในการรับสิทธิ์ หากมีกำลังทรัพย์เพียงพอในการเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือได้ในอนาคต อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวยังสามารถใช้ได้กับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น แท็กซี่ รถไฟฟ้า BTS ที่เข้าร่วมโครงการได้



