รัฐบาลอินเดียประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงร้อยละ 3 เพื่อชดเชยผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนอุปทานพลังงานอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก โดยการปรับขึ้นราคาครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
รายละเอียดการปรับขึ้นราคาน้ำมัน
การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้คิดเป็นเงิน 3 รูปีอินเดียต่อลิตร หรือประมาณ 1.30 บาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับขึ้นเป็น 97.77 รูปีต่อลิตร หรือราว 41.80 บาท ขณะที่น้ำมันดีเซลเพิ่มเป็น 90.67 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 38.80 บาท การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อินเดียพยายามตรึงราคาน้ำมันภายในประเทศมาเป็นเวลานาน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
อินเดียเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 90 ของความต้องการใช้ภายในประเทศ และประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำมันดิบที่ใช้นั้นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในภูมิภาค การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปทานน้ำมันดิบลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และรัฐบาลอินเดียจำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันภายในประเทศเพื่อลดภาระการอุดหนุน
มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อชาติ
นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้เรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือกันประหยัดพลังงานเพื่อชาติ โดยขอให้ทำงานจากที่บ้านเท่าที่จะทำได้ ลดการเดินทางไปต่างประเทศ ลดการซื้อทองคำ และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกันมากขึ้น นายกฯ โมดียังเน้นย้ำว่าการประหยัดน้ำมันเป็นการแสดงความรักชาติ และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะช่วยกันลดการใช้น้ำมัน
มาตรการในกรุงนิวเดลี
กรุงนิวเดลีเป็นเมืองแรกของอินเดียที่เริ่มใช้มาตรการประหยัดพลังงาน โดยกำหนดให้ข้าราชการบางส่วนทำงานจากบ้านสัปดาห์ละ 2 วัน พร้อมรณรงค์ลดการใช้น้ำมันเป็นเวลา 90 วัน และขอให้ภาคเอกชนร่วมดำเนินมาตรการเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงผสมเอทานอลเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า โดยปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งเริ่มจำหน่ายน้ำมันที่ผสมเอทานอลร้อยละ 20 และรัฐบาลกำลังผลักดันให้ใช้เชื้อเพลิงที่มีเอทานอลสูงถึงร้อยละ 85 หรือร้อยละ 100 สำหรับรถยนต์ที่รองรับ
ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเพิ่งตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันหลังการเลือกตั้งท้องถิ่นสำคัญสิ้นสุดลง ซึ่งอาจเป็นเพราะเกรงว่าจะเสียคะแนนเสียงจากประชาชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ



