ทรัมป์ประกาศถอนทหารสหรัฐฯ จากอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ พร้อมแถลงสงคราม
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการถอนกำลังทหารออกจากอิหร่านภายในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ตามรายงานจาก วอลล์สตรีตเจอร์นัล ซึ่งเป็นการยืนยันนโยบายสำคัญในวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง
ทรัมป์ย้ำความสำเร็จในการกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์
ในการให้สัมภาษณ์ภายในห้องทำงานรูปไข่ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐฯ ได้บรรลุเป้าหมายในการขจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากอิหร่านอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยเขายังเสริมว่า "อิหร่านจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 ถึง 20 ปี ในการฟื้นฟูและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายจากการปฏิบัติการของเรา" ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นใจในผลลัพธ์ทางทหารที่ผ่านมา
แผนการแถลงการณ์สงครามและปฏิกิริยาจากพันธมิตร
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดกล่าวปราศรัยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในวันพุธนี้ เวลา 21.00 น. โดยคาดว่าจะเป็นการสรุปนโยบายและทิศทางในอนาคต ขณะเดียวกัน พีต เฮกเซล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า จำนวนขีปนาวุธที่อิหร่านยิงออกมาในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้นลดลงถึงระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มการสู้รบ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการคลี่คลายของความตึงเครียด
เฮกเซลกล่าวแถลงการณ์ร่วมกับ พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ภายหลังที่ทรัมป์ได้โจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเรียกร้องให้ประเทศเหล่านั้นเริ่มปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อแย่งชิงการควบคุม ช่องแคบฮอร์มุซ จากอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคนี้
บริบทของวิกฤตการณ์และความเคลื่อนไหวอื่นๆ
การประกาศของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอิหร่านได้แสดงความพร้อมที่จะยุติสงคราม หากได้รับหลักประกันที่ชัดเจนเกี่ยวกับทางออกทางการเมือง อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงชี้ให้เห็นว่า ข้อเรียกร้องจากสหรัฐฯ บางส่วนยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสถานการณ์บนพื้นดิน ส่งผลให้เกมสงครามในตะวันออกกลางยังคงไร้ทางออกที่แน่ชัด
วิกฤตการณ์นี้ได้ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น:
- ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน
- การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
- บทบาทของพันธมิตรในสงครามตะวันออกกลาง
- อนาคตของความมั่นคงนิวเคลียร์ในภูมิภาค
การติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น ไทยพีบีเอส ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและทันสถานการณ์



