กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธมูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาทให้กับอิสราเอล ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ในฉนวนกาซา โดยการขายอาวุธครั้งนี้รวมถึงเครื่องบินรบและขีปนาวุธหลายประเภท ซึ่งเป็นการสานต่อนโยบายสนับสนุนอิสราเอลของรัฐบาลไบเดน
รายละเอียดการขายอาวุธ
การขายอาวุธครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องบินรบ F-15 และ F-16 รวมถึงขีปนาวุธอากาศสู่พื้นและขีปนาวุธต่อต้านรถถัง มูลค่ารวมประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยสหรัฐฯ ระบุว่าการขายอาวุธนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของอิสราเอลในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ปฏิกิริยาจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยระบุว่าการขายอาวุธครั้งนี้อาจถูกนำไปใช้ในการโจมตีพลเรือนในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ องค์กร Amnesty International เรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดการขายอาวุธทั้งหมดให้อิสราเอลทันที
สถานการณ์ในฉนวนกาซา
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซายังคงทวีความรุนแรง โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายพันคน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่กลุ่มฮามาสยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอล
ท่าทีของรัฐบาลไบเดน
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังคงแสดงจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างแข็งขัน โดยระบุว่าอิสราเอลมีสิทธิในการป้องกันตนเอง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การขายอาวุธครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอาหรับในภูมิภาค รวมถึงอาจเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์บางคนมองว่าสหรัฐฯ กำลังเสี่ยงถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน



