สหรัฐฯ จ่ายหนี้ยูเอ็น 160 ล้านดอลลาร์ จากยอดค้างกว่า 4 พันล้าน พร้อมเดินหน้าโครงการ 'คณะกรรมการสันติภาพ'
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มทยอยชำระหนี้ค้างจ่ายให้แก่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นจำนวนเงิน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,994 ล้านบาท โดยการชำระหนี้นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยอดหนี้รวมที่ยังคงค้างชำระอยู่กว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 124,860 ล้านบาท การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเดินหน้าโครงการ "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace) ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าอาจส่งผลให้บทบาทของสหประชาชาติในเวทีระหว่างประเทศลดลง
การชำระหนี้และการวิพากษ์วิจารณ์โครงการใหม่
โฆษกสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ยืนยันการรับเงินจำนวน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากสหรัฐฯ ในฐานะการชำระหนี้บางส่วนสำหรับงบประมาณปกติที่ค้างจ่าย ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ยูเอ็นระบุว่า ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ มียอดค้างชำระจำนวนมาก เช่น งบประมาณปกติที่ 2.19 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นกว่า 95% ของยอดหนี้ที่ทุกประเทศทั่วโลกค้างชำระรวมกัน ภารกิจรักษาสันติภาพจำนวน 2.4 พันล้านดอลลาร์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และหนี้จากศาลระหว่างประเทศของยูเอ็นจำนวน 43.6 ล้านดอลลาร์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการประชุมนัดแรกของโครงการ "คณะกรรมการสันติภาพ" ว่า สหรัฐฯ จะมอบเงินสนับสนุนแก่สหประชาชาติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร "เรากำลังจะช่วยเหลือพวกเขาในด้านการเงิน และเราจะทำให้มั่นใจว่าสหประชาชาติจะสามารถดำเนินอยู่ได้" ทรัมป์ยังเสริมว่า "ผมคิดว่าสหประชาชาติมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ที่ผ่านมาพวกเขายังแสดงศักยภาพออกมาไม่เต็มที่"
ความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของสหประชาชาติ
แม้ว่าสหรัฐฯ จะถือเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของยูเอ็น แต่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะชำระค่าบำรุงตามพันธกรณี ทั้งในส่วนงบประมาณปกติและงบประมาณด้านรักษาสันติภาพ รวมถึงตัดงบสนับสนุนโดยสมัครใจให้แก่หน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น และถอนตัวออกจากหน่วยงานภายใต้สังกัดยูเอ็นอีกหลายแห่ง โครงการ "คณะกรรมการสันติภาพ" ซึ่งทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานเองนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นการแทรกแซงและบั่นทอนอำนาจของสหประชาชาติ
โครงการนี้เริ่มต้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุติสงครามในฉนวนกาซา เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการปกครองชั่วคราวในพื้นที่ดังกล่าว แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะให้การยอมรับคณะกรรมการชุดนี้จนถึงปี 2027 แต่ได้จำกัดขอบเขตงานไว้เพียงแค่ในกาซาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุในภายหลังว่าคณะกรรมการนี้จะขยายบทบาทไปจัดการกับความขัดแย้งทั่วโลก
เสียงวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญและข้อกังวลอื่นๆ
ผู้เชี่ยวชาญจากยูเอ็นมองว่า โครงการที่ทรัมป์เข้าไปกำกับดูแลกิจการในดินแดนต่างชาตินั้นมีลักษณะคล้ายกับ "โครงสร้างแบบยุคอาณานิคม" และถูกตำหนิอย่างมากที่ไม่มีตัวแทนจากชาวปาเลสไตน์เข้าร่วม รวมถึงในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ก็ไม่มีตัวแทนจากสหประชาชาติเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระดับโลกในอนาคต



