ยูเนสโกเผยความเสียหายหนัก! โบราณสถานอิหร่านกว่า 132 แห่ง ถูกโจมตีโดยสหรัฐ-อิสราเอล
ยูเนสโกเผยโบราณสถานอิหร่านเสียหาย 132 แห่ง จากโจมตีสหรัฐ-อิสราเอล (01.04.2026)

ยูเนสโกเผยความเสียหายหนัก! โบราณสถานอิหร่านกว่า 132 แห่ง ถูกโจมตีโดยสหรัฐ-อิสราเอล

องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เปิดเผยรายงานที่น่าตกใจว่า การโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลในอิหร่าน ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศแล้วอย่างน้อย 132 แห่ง โดยความเสียหายนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง จนทำให้อิหร่านต้องยื่นคำร้องขอเพิ่มรายชื่อแหล่งมรดกที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากยูเนสโกทันที

รายละเอียดของความเสียหายในสถานที่สำคัญ

ยูเนสโกยืนยันว่า ความเสียหายได้เกิดขึ้นในหลายสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ซึ่งรวมถึง:

  • พระราชวังโกเลสถาน พระราชวังหรูหราจากสมัยราชวงศ์กอญัรในกรุงเตหะราน ที่พบความเสียหายต่อเพดานกระจก ผนังโมเสก และโครงสร้างบางส่วนของอาคาร
  • พระราชวังเชเฮลโซตูน พระราชวังโบราณที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งได้รับผลกระทบจากแรงกระแทกของการโจมตี
  • มัสยิดจาเมห์แห่งอิสฟาฮาน มัสยิดโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญและพบความเสียหายในบางส่วน
  • พื้นที่ใกล้หุบเขาคอร์รามะบาด ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่มีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ย้อนหลังไปถึงราว 63,000 ปีก่อนคริสตกาล และได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของสงคราม

เจ้าหน้าที่อิหร่านได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลอย่างมาก โดยระบุว่า ความเสียหายเหล่านี้ประเมินค่าไม่ได้และไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมได้ พร้อมทั้งกล่าวหาว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการจงใจ เนื่องจากทั้งสหรัฐและอิสราเอลมีเทคโนโลยีที่สามารถระบุเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และควรหลีกเลี่ยงการทำลายแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การตอบสนองจากยูเนสโกและผลกระทบที่ขยายวงกว้าง

ด้านยูเนสโกได้ชี้แจงว่า ได้ส่งข้อมูลพิกัดของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า เพื่อให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติการทางทหาร อย่างไรก็ตาม ความเสียหายยังคงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฮัสซัน ฟาร์ตูซี เลขาธิการคณะกรรมาธิการแห่งชาติยูเนสโกของอิหร่าน เปิดเผยว่าความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง จนทำให้อิหร่านต้องเร่งยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผลกระทบต่อแหล่งมรดกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอิหร่านเท่านั้น แต่ยังกระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย โดยยูเนสโกกำลังติดตามและประเมินความเสียหายในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อหามาตรการป้องกันและฟื้นฟูในอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมรดกทางวัฒนธรรมในเขตความขัดแย้ง และความจำเป็นเร่งด่วนในการปกป้องแหล่งประวัติศาสตร์เหล่านี้จากภัยสงคราม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของมนุษยชาติในระยะยาว