ศาลสหรัฐสั่งคืนภาษี 1.3 แสนล้านดอลลาร์ให้ธุรกิจ หลังยกเลิกกำแพงภาษีทรัมป์
ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งสำคัญให้รัฐบาลคืนเงินภาษีนำเข้าที่จัดเก็บจากบริษัทต่างๆ ภายใต้มาตรการกำแพงภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยคำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการดังกล่าวแล้วเมื่อไม่นานมานี้
คำตัดสินที่ส่งผลกระทบกว้างขวาง
ผู้พิพากษาริชาร์ด อีตัน ระบุว่า ผู้นำเข้าสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA มีสิทธิได้รับเงินคืนตามคำตัดสินของศาลสูง คำตัดสินนี้มีที่มาจากคดีที่บริษัทกรองอากาศ Atmus Filtration ในรัฐเทนเนสซีเป็นผู้ยื่นฟ้อง แต่ผู้พิพากษากล่าวว่าจะเป็นผู้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการคืนเงินภาษีทั้งหมดเพียงรายเดียว แม้ว่ากระบวนการคืนเงินยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด แต่คำสั่งของศาลถือเป็นแรงกระแทกทางนโยบายต่อรัฐบาลทรัมป์ ที่ก่อนหน้านี้ออกมาตรการภาษีและแสดงความไม่พอใจต่อความเป็นไปได้ที่จะต้องคืนเงินให้บริษัทต่างๆ
มูลค่าสูงถึง 4.7 ล้านล้านบาท
ข้อมูลระบุว่า มาตรการภาษีที่รัฐบาลทรัมป์บังคับใช้ผ่านอำนาจฉุกเฉิน IEEPA สามารถจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐได้ราว 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.7 ล้านล้านบาท โดยบริษัทจำนวนมากได้ยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืน รวมถึงบริษัทขนส่งและไปรษณีย์ระดับโลกอย่าง FedEx ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก We Pay the Tariffs ระบุว่า คำตัดสินของศาลถือเป็น “ชัยชนะของธุรกิจขนาดเล็ก” และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการคืนเงินอย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ
รัฐบาลเตรียมปรับนโยบายภาษีใหม่
ด้านนายสก็อต เบสเซ็ท รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลมีแนวโน้มจะประกาศภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตรา 15% ในสัปดาห์นี้ เพิ่มจาก 10% เพื่อใช้แทนภาษีที่ศาลสูงเพิ่งยกเลิก ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี “Liberation Day tariffs” ต่อสินค้าจากหลายประเทศ โดยอัตราเริ่มต้นที่ 10% และบางรายการสูงถึง 50% ซึ่งนำไปสู่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศ
ศาลสูงยกเลิกมาตรการภาษีเกินขอบเขต
อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสหรัฐมีคำพิพากษาเมื่อเดือนที่ผ่านมาให้ยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว รวมถึงภาษีบางส่วนที่ใช้กับสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน เนื่องจากเห็นว่าใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด คำตัดสินนี้ไม่เพียงส่งผลต่อธุรกิจในสหรัฐฯ แต่ยังอาจมีอิทธิพลต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศในอนาคต



