วิกฤตตะวันออกกลางครบ 11 วัน ยอดตายพุ่งพัน ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน ทรัมป์สัญญาณขัดแย้ง
วิกฤตตะวันออกกลางครบ 11 วัน ยอดตายพุ่งพัน ตลาดพลังงานปั่นป่วน (10.03.2026)

วิกฤตตะวันออกกลางครบ 11 วัน ยอดตายพุ่งพัน ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินเข้าสู่วันที่ 11 ของการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะยุติลงในเร็ววัน การโจมตีทางทหารยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบด้านมนุษยธรรมรวมถึงเศรษฐกิจโลกเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นอย่างน่าวิตก

ยอดผู้เสียชีวิตทะลุหลักพัน ผู้คนหลายแสนพลัดถิ่น

รายงานจากหลายหน่วยงานระบุว่า ความขัดแย้งที่ดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 นี้ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหลายแสนคน ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันมีผู้เสียชีวิตรวมกันในภูมิภาค มากกว่า 1,700 คน แล้ว ซึ่งมีพลเรือนและเด็กรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติและองค์กรไม่แสวงกำไรระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิตในอิหร่าน มากกว่า 1,200 คน มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนอย่างน้อย 486 คน ผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็น เด็กและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมถึง ทหารสหรัฐอย่างน้อย 7 นาย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง ผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการสู้รบครั้งนี้

ตลาดพลังงานโลกเผชิญความปั่นป่วนครั้งใหญ่

นอกจากความสูญเสียด้านชีวิตและมนุษยธรรมแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังปรากฏชัด โดยเฉพาะในภาคพลังงาน เนื่องจากการสู้รบได้ส่งผลให้ ปริมาณน้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของความต้องการโลกได้รับผลกระทบ จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในการหยุดชะงักของน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความตึงเครียดในภูมิภาคทำให้หลายประเทศเริ่มเตรียมรับมือกับผลกระทบด้านพลังงาน ประเทศต่าง ๆ เริ่มประกาศมาตรการฉุกเฉิน เช่น ปากีสถาน ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด เกาหลีใต้ เตรียมใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเป็นครั้งแรกในเกือบ 30 ปี กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 จัดการประชุมหารือถึงความเป็นไปได้ในการ ปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดเสี่ยงของโลก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก นับตั้งแต่การสู้รบเริ่มขึ้น เส้นทางนี้แทบหยุดชะงัก เนื่องจากบริษัทเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมาก ปฏิเสธเดินเรือผ่านพื้นที่ ผู้นำสหรัฐฯ พยายามสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการเดินเรือ พร้อมเตือนว่า หากอิหร่านพยายามปิดกั้นเส้นทางนี้ สหรัฐฯ อาจตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงมากขึ้น ด้านอิหร่านตอบโต้ว่า กองกำลังของตน กำลังรอเผชิญหน้ากับกองเรือสหรัฐในช่องแคบดังกล่าว

ทรัมป์ส่งสัญญาณขัดแย้งเกี่ยวกับทิศทางสู้รบ

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน "เกือบสำเร็จแล้ว" และความขัดแย้งอาจสิ้นสุดลงในไม่ช้า แต่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เขากลับกล่าวกับสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรว่า "เรายังได้ชัยชนะไม่มากพอ" ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อทิศทางของสถานการณ์ ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเหลือเป้าหมายสำคัญบางแห่งในอิหร่านที่อาจถูกโจมตีในอนาคต หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป นอกจากนี้ เขายังแสดงความผิดหวังต่อการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน แต่ไม่ได้กล่าวชัดเจนว่าจะมุ่งโจมตี มอจตาบา คาเมเนอี หรือไม่

การโจมตีขยายตัวทั่วภูมิภาค

ขณะเดียวกัน การโจมตีทางทหารยังคงเกิดขึ้นในหลายประเทศของตะวันออกกลาง อิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในกรุงเตหะราน ต่อเนื่องถึงเช้าวันนี้ หลังจากก่อนหน้านั้นได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารใน 3 จังหวัดของอิหร่าน ประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียก็รายงานเหตุการณ์โจมตีเช่นกัน โดยมีโดรนโจมตีสถานกงสุลของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ในเมืองเออร์บิลของอิรัก รวมถึงพยายามโจมตีสนามบินใกล้ฐานทัพสหรัฐฯ กลุ่มติดอาวุธในอิรักที่สนับสนุนอิหร่านออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ปธน.อิหร่าน เคยกล่าวว่า เตหะรานจะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน เว้นแต่การโจมตีอิหร่านจะมาจากดินแดนของประเทศเหล่านั้น

อิหร่านประกาศยกระดับการตอบโต้

ผู้บัญชาการทหารของอิหร่านกล่าวว่า ประเทศจะยกระดับการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และจะใช้หัวรบที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 ตัน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีแผนเปิดการเจรจาทางการทูตในขณะนี้ โดยระบุว่า อิหร่านจะยังคงโจมตีประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และสงครามจะยุติได้ก็ต่อเมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดการโจมตี

ความกังวลของโลกต่อสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า หากการสู้รบยังดำเนินต่อไป ความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน อาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค และทำให้ตะวันออกกลางเข้าสู่ความไม่มั่นคงครั้งใหญ่ ในขณะที่ผู้นำโลกหลายประเทศเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ลดความตึงเครียดและหาทางออกทางการทูต แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าการสู้รบจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน