ศุภจี ชี้แจงสภาฯ โครงการธงฟ้าโมบาย-แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง ช่วยลดค่าครองชีพ
ศุภจี ชี้แจงสภาฯ โครงการลดค่าครองชีพ ธงฟ้า-แม่ปุ๋ย

ศุภจี ลุกแจงสภาฯ ชูโครงการลดค่าครองชีพ “ธงฟ้าโมบาย-แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง”

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ใช้สิทธิ์ลุกขึ้นขอชี้แจงในการแถลงนโยบายรัฐบาล โดยตอบข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

นโยบายเร่งด่วนลดค่าครองชีพและโครงการไทยช่วยไทย

นางศุภจี ระบุว่ารัฐบาลตระหนักดีถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่ซับซ้อนในหลายมิติ และเน้นนโยบายเร่งด่วนในการดูแลค่าครองชีพ โดยต้องพิจารณาทั้งการประหยัดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ และการกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการไทยช่วยไทย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ร่วมกับผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ 77 จังหวัด โดยมีสินค้าจำนวนกว่า 3,000 รายการที่ลดราคาลงถึง 58% เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสินค้าชุมชนและ SME ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเพิ่มมาตรฐานและเป็นทางเลือกราคาประหยัด นางศุภจี ย้ำว่า “เราทำเต็มที่ ส่วนอื่นอาจต้องปล่อยให้กลไกทางการตลาดเดินไปอย่างสมเหตุสมผล”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โครงการธงฟ้าโมบายและมาตรการสนับสนุนการศึกษา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงโครงการธงฟ้าที่เข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางกว่า 518 แห่ง และจะขยายเป็นธงฟ้าโมบายหรือรถพุ่มพวง เพื่อเข้าถึงชุมชนมากขึ้น พร้อมบูรณาการกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการชี้เป้าโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจะมีชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนราคาพิเศษ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง ซึ่งรายละเอียดจะประกาศหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เมษายน 2569

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ จะมีการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนและสินค้าเกษตรผ่านตลาดนัดพันแห่งทั่วประเทศ และร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน โดยใช้ปั๊มน้ำมันเป็นจุดนัดพบสินค้าเหล่านี้ด้วย

มาตรการควบคุมสินค้าและสถานการณ์ปุ๋ย

สำหรับสินค้าควบคุม นางศุภจี อธิบายถึง พ.ร.บ. ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งแบ่งเป็น 5 มาตรการ เช่น สินค้าควบคุมเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ต้องขออนุญาตขึ้นราคา และสินค้าที่ต้องแจ้งข้อมูลปริมาณเพื่อควบคุมสต๊อก เธอย้ำว่ารัฐบาลใช้มาตรการบริหาร แต่ไม่สามารถบังคับทุกเรื่องได้ และเน้นความสมเหตุสมผลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

ในส่วนของปุ๋ย นางศุภจี เปิดเผยว่ามีสต๊อกในประเทศประมาณ 340,000 กว่าตัน โดยปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นประเด็นหลักมีประมาณ 36% เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งที่มีปัญหา แต่ยังมีปุ๋ยที่ใช้ได้ปกติอีก 64% สต๊อกคงค้างถึงสิ้นเดือนเมษายนอยู่ที่ 300,000 ตัน และหลังการพูดคุยกับนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย มีปุ๋ยยูเรียอยู่ได้ถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2569

รัฐบาลยังเตรียมโครงการ “แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง” โดยให้ ธ.ก.ส. เป็นตัวกลาง หาแม่ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการของดินในแต่ละพื้นที่ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ กำลังหาแหล่งปุ๋ยจากประเทศอื่น เช่น มาเลเซียและบรูไน ซึ่งจะเข้ามาประมาณ 60,000 กว่าตัน

นางศุภจี ยังกล่าวถึงปุ๋ยที่ค้างอยู่ 5 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรองนายกรัฐมนตรี สีหศักดิ์ กำลังเจรจากับอิหร่านและโอมานเพื่อปล่อยเรือ หากสำเร็จจะช่วยบรรเทาปัญหาได้พอสมควร

การดำเนินคดีและมาตรการดูแลเม็ดพลาสติก

สำหรับผู้ประกอบการที่ขึ้นราคาปุ๋ยโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ติดป้ายราคา นางศุภจี ระบุว่ามีคดีค้างอยู่ 48 คดี และย้ำว่า “เราเจอจริง จับจริง” ส่วนเม็ดพลาสติก ซึ่งไม่เคยอยู่ในสินค้าควบคุมมาก่อน ได้ถูกนำเข้ามาควบคุมในเรื่องปริมาณเนื่องจากวิกฤตปัจจุบัน

รัฐบาลกำลังตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อดูแล 3 เรื่องหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์อาหารและเวชภัณฑ์ยา วิจัยพัฒนาการใช้พลาสติกเพื่อลดการพึ่งพา และการลดขยะจากพลาสติกรวมถึงการรีไซเคิล นางศุภจี กล่าวว่า “ดิฉันห่วงเรื่องราคามากกว่า ซึ่งเราต้องพยายามเข้ามาดูแลและดูกลไกการตลาดให้มีความสมเหตุสมผล”

ในท้ายที่สุด นางศุภจี เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยกล่าวว่า “วันนี้วิกฤตที่เราเจอ เราไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคณะผู้บริหารรัฐบาล หรือฝ่ายตรงข้าม ทุกคนมีหน้าที่ส่งสิ่งที่เป็นประโยชน์และดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน”