“อรรถกร” ชี้แถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ไร้ความตื่นตัว สวนทางวิกฤต จี้ทวงสัญญาหาเสียง
อรรถกร ชี้แถลงนโยบายอนุทิน ไร้ความตื่นตัว จี้ทวงสัญญา

“อรรถกร” อภิปรายชี้แถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ไร้ความตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา จากพรรคกล้าธรรม ได้อภิปรายวิจารณ์การแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า รู้สึกเฉย ๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติทั่วไป

นายอรรถกร ตั้งคำถามว่า แนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันและไม่แน่นอนเพียงใด อย่างไรก็ดี เขาน้อมรับว่า รัฐบาลที่นำโดยนายอนุทินประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ

“ผมขอพูดตรง ๆ ว่าเห็นใจท่านนายกที่ซวย ขอโทษครับ ที่ดวงไม่ดี พอกำลังแบ่งตำแหน่งปุ๊บก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่กระผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่าก็คือ ความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า และต้องพึ่งพาตนเองในการกัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง” นายอรรถกร กล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารและข้อมูลที่กระจัดกระจาย

นายอรรถกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านและความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชน เช่น การที่ประชาชนยังไม่ทราบว่าประเทศไทยมีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ หรือจะมีการประหยัดการใช้อย่างไร

“ทั้งหมดทั้งปวง ตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุก ถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน และต้องเด็ดขาดในยามวิกฤต” เขาย้ำ

วิจารณ์นโยบายรัฐบาลและทวงถามคำมั่นสัญญาหาเสียง

นายอรรถกร ได้กล่าวถึงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลอย่างละเอียด:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • ครม. มืออาชีพ: เขาแสดงความกังวลต่อรัฐมนตรีบางท่านที่แปลงร่างจากนักธุรกิจเป็นนักการเมือง โดยเฉพาะท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศหลายเรื่องแต่ค่อย ๆ หายเข้ากลีบเมฆพร้อมกับคำสัญญาต่าง ๆ ที่ประกาศตอนช่วงหาเสียง
  • คนละครึ่งพลัส: เขาไม่ขัดข้องกับงบประมาณ 44,000 ล้านบาท แต่เสนอว่าหากไม่พออาจเพิ่มเป็นคนละครึ่งพลัส พลัส จาก 2,000 เป็น 4,000 บาท
  • ไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย: เขาตั้งคำถามว่าทำไมนโยบายนี้สวนทางกับการปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติเป็น 3.95 บาทต่อหน่วยในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งเพิ่มขึ้น 2%
  • จักรยานยนต์ไฟฟ้า: เขาเป็นห่วงการจัดการมอเตอร์ไซค์เดิมจำนวนมหาศาลและแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพในอนาคต แม้จะสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว แต่ขอให้คิดรอบคอบและเดินไปให้สุด
  • ทหารอาสาและพยาบาลอาสา: เขาขอให้รัฐบาลพิจารณาค่าตอบแทนของอาสาสมัครเกษตร (อกม.) ที่ทำงานมายาวนานแต่ยังไม่เคยได้รับค่าตอบแทน
  • ความมั่นคง: เขาจะติดตามนโยบายสร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานและยกเลิก MOU อย่างใกล้ชิด
  • GDP เติบโต 3% ภายใน 4 ปี: เขาชี้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ ประเมินว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 1.2-2.5% เท่านั้น ทำให้เป้าหมายนี้ดูเป็นเรื่องยาก
  • Free Visa: เขาขอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งทบทวนระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจยาวเกินความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อแรงงานไทย
  • การทุจริต: เขาชี้ว่าดัชนีการรับรู้การทุจริตในปี 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี โดยไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน

ย้ำจะติดตามทวงถามทุกคำมั่นสัญญาอย่างใกล้ชิด

ในช่วงท้าย นายอรรถกร กล่าวถึงคำแถลงของนายกฯที่ระบุว่าจะเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบาง แต่ตั้งคำถามว่าที่ผ่านมากลุ่มเปราะบางกลับไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มทุนด้านพลังงานได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว

“ผมจะเก็บเล่มนโยบายของรัฐบาลไว้ใกล้ตัว เพื่อคอยทวงถามทุกคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้ต่อรัฐสภา หากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหลงลืมคำสัญญา ตนและ สส.พรรคกล้าธรรม ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความทรงจำของรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชนครบถ้วน” เขาย้ำอย่างหนักแน่น

นายอรรถกร ยอมรับว่ามีบางส่วนที่รัฐบาลพยายามใส่นโยบายหาเสียงลงในคำแถลง แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ และจะเป็นประชาชนฐานรากจริงหรือไม่ ซึ่งเขาจะติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง