หมอวรงค์เสนอเลิกบำนาญ สส.-สว. ชี้เป็นสิทธิประโยชน์ทะลุฟ้า เอาเปรียบประชาชน
ในวันนี้ (2 เมษายน 2569) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนาชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองเป็นประธาน ได้มีการพิจารณารับทราบรายงานทางการเงินของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้นำเสนอรายงานดังกล่าว
รายละเอียดกองทุนและข้อเสนอจาก นพ.วรงค์
กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและให้ความช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาในด้านต่างๆ เช่น เงินเลี้ยงชีพบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือทุพพลภาพ ทุนการศึกษาบุตร และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามรายงานการเงินปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 กองทุนได้รับงบประมาณ 180 ล้านบาท และรายได้อื่นอีกกว่า 31 ล้านบาท รวมรายได้ 217,307,543 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 234,000,000 บาท ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิ 23 ล้านบาท
นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยภักดี ได้อภิปรายแสดงความเห็นอย่างหนักแน่น โดยชี้ว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่เอาเปรียบประชาชนมากเกินไป เขาให้ความเห็นว่า "มันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดานที่ถือว่าไม่มีกองทุนไหนที่ให้สวัสดิการมากมายขนาดนี้" พร้อมตั้งคำถามว่าสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่
สิทธิประโยชน์และภาระทางการเงิน
นพ.วรงค์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สมาชิกรัฐสภาทั้ง สส. และ สว. จ่ายสมทบเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาท เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ 5 ประการ ได้แก่
- เงินทุนเลี้ยงชีพบำนาญ
- ค่ารักษาพยาบาลตรวจร่างกายไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี
- เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรเบิกได้ 2 คนจนถึงปริญญาตรี
- เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ 15,000 บาทต่อเดือน
- เงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม 200,000 บาท
เขาชี้ว่าสิทธิประโยชน์เหล่านี้ครอบคลุมระยะยาวอาจนานถึง 40-50 ปี และกองทุนมีแนวโน้มขาดทุนต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ขาดทุน 19 ล้านบาท และปี 2567 ขาดทุน 23 ล้านบาท นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยว่าปี 2569 มีการใช้งบประมาณกองทุนสูงถึง 420 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเงินสมทบที่เก็บจากสมาชิกรัฐสภาทั้ง 700 คน ที่ได้เดือนละประมาณ 29,400,000 บาท
ข้อกังวลและข้อเสนอแนะ
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า หากสมาชิกอดีต สส. และ สว. ทั้ง 3,832 คน ยื่นรับบำนาญทั้งหมด อาจใช้งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กองทุนนี้กลายเป็นกองทุนที่แบกภาระมากที่สุดในประเทศ เขาเชื่อว่าประชาชน ข้าราชการ และผู้ประกันสังคม ยอมรับไม่ได้ที่ต้องนำเงินภาษีมาเลี้ยงดูอดีตสมาชิกรัฐสภาตลอดชีพ
ดังนั้น เขาจึงเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาที่มีส่วนได้เสียร่วมกันเสียสละ โดยเสนอให้ยกเลิกบำนาญ ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ ยังพอรับได้ "อะไรลดได้ลด อะไรตัดได้เราควรจะตัด เพราะไม่เช่นนั้นวันหนึ่งกองทุนนี้จะต้องถังแตก" นพ.วรงค์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเน้นย้ำว่าข้อเสนอนี้มาจากความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเงินของประเทศและความเป็นธรรมต่อประชาชน



