รัฐบาลสั่ง WFH ทันทีในราชการ-รัฐวิสาหกิจ รับมือวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง
วันนี้ (10 มีนาคม 2569) รัฐบาลได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีคำสั่งให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มดำเนินการ Work From Home (WFH) ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน พร้อมงดการเดินทางศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้จัดกิจกรรมดังกล่าวในประเทศไทยแทน
มาตรการประหยัดพลังงานฉุกเฉินของรัฐบาล
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานจัดตั้งศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและเตรียมมาตรการรองรับกรณีเกิดผลกระทบในการจัดหาพลังงานของประเทศ เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างต่อเนื่อง
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน และมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง
รายละเอียดมาตรการลดการใช้พลังงานในภาครัฐ
กระทรวงพลังงานได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่นๆ รวมถึงภาคเอกชน มาตรการสำคัญประกอบด้วย:
- การปรับใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม โดยตั้งอุณหภูมิที่ 26-27 องศาเซลเซียส พร้อมใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกเน็กไท ยกเว้นในงานพิธีการ
- การลดใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
- การลดใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้ รวมถึงการลดใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร และส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
- การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน และการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
มาตรการภาคบังคับเพิ่มเติมหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงจนมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน รัฐบาลเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น:
- หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ หรือสถานที่ทำธุรกิจ ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป
- กำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสถานีบริการบนทางหลวงหลัก
รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรณรงค์ประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงวิกฤต
เป้าหมายและผลประโยชน์ที่คาดหวังจากมาตรการ
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นๆ พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว หากสามารถลดใช้น้ำมันลงได้ประมาณร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน
มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤตพลังงานอย่างเร่งด่วน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ



