ปลัด มท. สั่งการพิจารณา WFH ข้าราชการ ควบคู่มาตรการประหยัดพลังงาน รับมือวิกฤตพลังงานโลก
กระทรวงมหาดไทยได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนราชการอย่างเต็มที่ พร้อมสั่งการให้พิจารณาการทำงานนอกสถานที่ (Work From Home) สำหรับข้าราชการ โดยต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกอย่างรุนแรง
คำสั่งจากปลัดกระทรวงมหาดไทย
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เรื่องมาตรการด้านพลังงาน เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง กระทรวงมหาดไทยจึงได้แจ้งให้แต่ละส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และจังหวัดทั่วประเทศ 76 จังหวัด ดำเนินการดังนี้
- พิจารณาการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (WFH) ตามความเหมาะสม ตามมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง ตามนัยมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 โดยต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน
- งดการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ สำหรับข้าราชการ ยกเว้นมีภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการศึกษาดูงานหรือใช้ระบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Video Conference) แทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและงบประมาณแผ่นดิน
มาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงาน
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อประหยัดพลังงานในที่ทำงานอย่างชัดเจน ดังนี้
- ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส
- ไม่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อป้องกันความชื้นและความร้อนจากภายนอก
- ตรวจสอบการปิดเครื่องปรับอากาศหลังเลิกงานอย่างเคร่งครัด
- ปิดไฟส่องสว่างช่วงพักเที่ยง หรือที่ไม่ได้มีการใช้งานตลอดเวลา และช่วงหลังเลิกงาน
- ตั้งเวลาคอมพิวเตอร์ให้เข้าโหมดสแตนด์บาย (Stand-by Mode) เมื่อไม่มีการใช้งาน
- ลดการใช้เอกสารในสำนักงาน โดยให้ใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพื่อลดกระดาษ
- รณรงค์ให้มีการเดินขึ้น-ลงบันได แทนการใช้ลิฟต์
กำกับดูแลและติดตามผลอย่างใกล้ชิด
ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการทุกระดับในจังหวัดอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการสร้างการรับรู้ ปรับใช้มาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และส่งเสริมค่านิยมการประหยัดพลังงานแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน
"เพื่อให้มาตรการดังกล่าวเกิดประสิทธิผลสูงสุด สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน" นายอรรษิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย



