“เท้ง” ซัดระบอบสีน้ำเงินกินรวบอำนาจรัฐ-เศรษฐกิจ จี้ “อนุทิน” ตรวจสอบคนของตัวเอง
“เท้ง” ซัดระบอบสีน้ำเงินกินรวบอำนาจรัฐ-เศรษฐกิจ จี้ “อนุทิน” ตรวจสอบคนของตัวเอง

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง ระบุว่าจากหลายเหตุการณ์ในหน้าข่าวปัจจุบัน อดสงสัยไม่ได้ว่าภายใต้รัฐบาลชุดนี้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พยายามกินรวบอำนาจรัฐและอำนาจทางเศรษฐกิจไว้กับเครือข่ายของตัวเอง กำลังเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

ยกตัวอย่างการแต่งตั้งโยกย้ายที่ภูเก็ต

นายณัฐพงษ์ยกตัวอย่างการแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้ว่าฯ และข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ต ประชาชนตั้งคำถามว่าเป็นการใช้อำนาจจากส่วนกลางย้ายเพื่อเอาเครือข่ายของตัวเองเข้ามาแทนที่หรือไม่ รวมถึงกรณีล่าสุดเกี่ยวกับการสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีอำนาจจากส่วนกลางเข้าไปเกี่ยวข้อง

“อย่าลืมว่าที่มีการทุจริตสอบท้องถิ่น หน่วยงานเจ้าภาพจัดสอบคือส่วนกลาง คือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นท้องถิ่นกำลังจะกลายเป็นแพะรับบาป เมื่อนายกฯ ออกมาเทคแอคชั่นจริงจัง ผมก็อยากให้นายกฯ ตรวจสอบคนของตัวเองในฝั่งการเมืองด้วย” นายณัฐพงษ์กล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อร้องเรียนจากข้าราชการส่วนท้องถิ่น

หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่าได้รับข้อร้องเรียนจากหลายทาง เช่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นบอกว่าการระงับการบรรจุคนที่เคยสอบไปแล้วเฉพาะคนที่มีข้อเห็นแย้งนั้นไม่มีปัญหา แต่การระงับทั้งหมดทำให้หลายคนเดือดร้อน คนบริสุทธิ์ที่เข้าสอบปกติกลับต้องรับผลกระทบ รวมถึงตัวท้องถิ่นด้วย

นายณัฐพงษ์ย้ำว่าหากมีฝ่ายการเมืองเกี่ยวข้อง อยากให้นายกรัฐมนตรีขึงขังจริงจังแบบเดียวกับที่ดำเนินการกับฝั่งข้าราชการประจำ ไม่จำเป็นต้องรอกระบวนการยุติธรรมหรือ ป.ป.ช. ซึ่งใช้เวลาหลายปี การใช้กลไกการกำกับดูแลภายในพรรคก็จัดการได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ตั้งคำถามเหตุผลการโยกย้าย

“ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ามีข้อมูลแบบนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาคนที่อาจเกี่ยวข้องออกจากระบบ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ต้องสงสัยไม่ใช่เรื่องผิด แต่เทียบเคียงกับกรณีภูเก็ต ประชาชนตั้งคำถามว่าสาเหตุในการแต่งตั้งโยกย้ายมาจากความผิดอะไร หรือมีเหตุผลเบื้องหลังที่ต้องการเอาคนของตัวเองโยกย้ายไปแทนหรือไม่ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลต้องออกมาให้ความชัดเจน และอยากให้สังคมตั้งคำถามว่าการโยกย้ายแบบนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าหรือไม่”

ดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดลงชื่อ 50,000 รายชื่อ

นายณัฐพงษ์กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าเครือข่ายภาคประชาสังคม ConForAll กำลังเปิดลงชื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องการอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ อยากให้ประชาชนช่วยกันลงชื่อ ตามความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาแล้วว่าสามารถเลือกตั้ง สสร. ได้โดยตรง อย่าปล่อยให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามบิดคำพูดของตุลาการฯ ว่าความเห็นไม่เท่ากับคำวินิจฉัย

“เหตุผลลึกๆ ของคนเหล่านั้นคือความพยายามหน่วงรั้งกระบวนการ ตนอยากให้ประชาชนทุกคนไปช่วยกันแสดงพลังลงชื่อกันเยอะๆ เพื่อให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าแก้กติกาสูงสุดของประเทศได้ กติกาการเมืองก็จะดีขึ้น กระบวนการยุติธรรมก็จะโปร่งใสมากขึ้น” นายณัฐพงษ์กล่าว

สอบถามประธานรัฐสภา

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่าต้องสอบถามไปยังประธานรัฐสภาด้วยว่าเมื่อมีความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ ถ้าไม่ได้มีเหตุผลซ่อนเร้นว่าอยากจะเร่งกระบวนการให้ได้รัฐธรรมนูญที่ควบคุมผูกขาดได้ทั้งหมด การชะลอการพิจารณากระบวนการยกร่างทั้งฉบับ โดยการพิจารณาเป็นรายมาตรา ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย รอร่างจากภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงพรรคประชาชน ที่ปรับปรุงแก้ไขเสร็จ ค่อยพิจารณาพร้อมกันทีเดียว ก็จะเป็นกระบวนการที่สวยงามมากขึ้น