“อนุสรณ์” ชี้จุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เสี่ยงเจอ Stagflation เรียกร้องตั้งรัฐบาลเร็ว
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบ บมจ. บางจากปิโตรเลียม ได้ออกมาเตือนถึงจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่าความมั่นคงทางพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่อาจนำไปสู่สถานการณ์เศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมกับเงินเฟ้อสูง หรือที่เรียกว่า Stagflation
ความเสี่ยงจากวิกฤติพลังงานและเงินเฟ้อ
นายอนุสรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับ Stagflation เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานและต้นทุนการผลิต ซึ่งจะมาแทนที่ภาวะเงินฝืดจากความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศก่อนหน้านี้
เขาชี้ให้เห็นว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวขึ้นกว่า 35% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1983 เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในตะวันออกกลางหยุดการผลิต และมีการโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน หากราคาน้ำมันดิบทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจต้องมีการปรับมาตรการอุดหนุนราคาใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อฐานะทางการคลัง
เรียกร้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลและแต่งตั้งผู้มีความสามารถ
นายอนุสรณ์เรียกร้องให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว และแต่งตั้งผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และซื่อสัตย์เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจยุคสงครามนี้ เขากล่าวว่า การเมืองควรมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและเตรียมรับมือกับผลกระทบต่างๆ แทนที่จะมุ่งแย่งชิงอำนาจ
เขายังเห็นด้วยกับการอุดหนุนราคาดีเซลผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่คาดว่ากองทุนดังกล่าวอาจกลับไปติดลบอีกในเร็วๆ นี้ หลังจากที่สถานะกองทุนเคยติดลบสูงถึง 1.3 แสนล้านบาทในช่วงปลายปี 2565
แผนพลังงานและความมั่นคงทางพลังงาน
นายอนุสรณ์เสนอว่า นโยบายพลังงานควรเดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กัน ได้แก่
- แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน
- แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
- แผนลดก๊าซเรือนกระจก
เขาชี้ว่า การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นทางรอดสำหรับวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ เนื่องจากไทยมีพลังงานสำรองต่ำและพึ่งพาการนำเข้าสูงมาก การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV) มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียและตลาดการเงินโลก
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมาก การที่ญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
สิ่งนี้จะนำไปสู่การปิดสถานะ Yen Carry Trade ซึ่งนักลงทุนและกองทุนใหญ่ๆ อาจรีบขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเพื่อคืนเงินกู้ยืมในรูปเงินเยน ทำให้ตลาดการเงินโลกยังคงผันผวนและปรับฐานลดลงต่อไป
นายอนุสรณ์สรุปว่า ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านควรทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์และเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น



