เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 ซึ่งลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐอื่นตามที่ได้รับการร้องขอ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐ รวมถึงการจัดสวัสดิการต่างๆ แก่ประชาชนแบบมุ่งเป้าผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่ร้องขอมีหน้าที่รักษาข้อมูลดังกล่าวไม่ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
เหตุผลและความจำเป็น
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีการะบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐยังคงจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน ทำให้การบูรณาการข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ประกอบการจัดทำนโยบาย การให้ความช่วยเหลือ การจัดสวัสดิการ และการให้บริการแก่ประชาชนแบบมุ่งเป้าไม่สามารถกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความโปร่งใสในภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรง เช่น องค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ การฉ้อโกงออนไลน์ และการฉ้อโกงประชาชน รวมถึงเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การแก้ไขเพิ่มเติมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
ในวันเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษายังเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เช่นกัน โดยสาระสำคัญคือการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อรองรับภารกิจในการพัฒนานวัตกรรมของประเทศสู่เชิงพาณิชย์
รายละเอียดการแก้ไข
การแก้ไขที่สำคัญ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 (1) จากเดิมเป็นการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนานวัตกรรมของประเทศ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระยะหลังการวิจัยและพัฒนา หรือการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ในมาตรา 8 โดยให้สำนักงานสามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ โดยต้องไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งแสวงหากำไร รวมถึงให้สามารถเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงานได้
การดำเนินการอื่นๆ
พระราชกฤษฎีกายังกำหนดให้สำนักงานสามารถกระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการมอบหมาย โดยการถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุน รวมถึงการกู้ยืมเงิน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด



